ที่มา | เทคโนโลยีปศุสัตว์ |
---|---|
ผู้เขียน | สาวบางแค 22 |
เผยแพร่ |
“หนูพุก” เป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจที่น่าลงทุน เพราะทำได้ง่ายแต่สร้างรายได้สูง ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงไม่มาก ใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก ลงทุนครั้งเดียว ให้ผลตอบแทนไม่รู้จบ หากหนูพุกไม่ตายก็ออกลูกออกหลานได้ไม่สิ้นสุด ที่สำคัญ ตลาดมีแนวโน้มเติบโตดี กระแสการบริโภคเนื้อหนูพุกขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทั้งตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ผู้บริโภคจำนวนมากชื่นชอบการบริโภคเนื้อหนูพุกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ เนื้อนุ่มหวาน ไม่เหม็นสาบ จึงมีเกษตรกรจำนวนมากหันมาทำฟาร์มเลี้ยงระบบปิดในบ่อปูน เพื่อเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้
ลักษณะทั่วไป “หนูพุก” มีขนสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลดำเป็นระเบียบ ขนบริเวณหลังเป็นขนแผงและมีหางยาว หนูพุกแบ่งออกได้ 2 สายพันธุ์ คือ หนูพุกเล็ก และหนูพุกใหญ่ (หนูแผง) การเพาะเลี้ยงหนูพุกเล็ก ไม่ต้องลงทุนมาก แค่ไปจับพ่อแม่พันธุ์ในไร่นาด้วยวิธีแบบบ้านๆ แล้วมาเพาะพันธุ์ต่อ ส่วนหนูพุกใหญ่ มีขนาดลำตัวใหญ่กว่าหนูนาหรือหนูพุกเล็ก นิยมซื้อพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงเพาะขยายพันธฺฺุ์
วิธีการเพาะพันธุ์
การเลี้ยงหนูพุกไม่ยาก ใช้วงบ่อซีเมนต์เทินกัน 2 บ่อ ก็เลี้ยงหนูพุกได้ หนูพุกอายุ 3 เดือนครึ่งก็สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้โดยจับตัวผู้และตัวเมียมารวมกันในบ่อเลี้ยง ในอัตรา ตัวผู้ 1 ตัวต่อตัวเมีย 3-4 ตัว หลังผสมพันธุ์กัน แม่หนูพุกจะใช้เวลาตั้งท้อง 1 เดือน หลังคลอดลูก จะได้ลูกหนูพุกเฉลี่ยครั้งละ 5-9 ตัว ปล่อยให้ตัวแม่เลี้ยงลูก 25-45 วัน หลังนั้นแยกตัวแม่ออกไปเลี้ยงรวมกับตัวผู้เพื่อเพาะพันธุ์ต่อ เมื่อลูกหนูพุกโตเต็มที่พร้อมเป็นพ่อแม่พันธุ์ สามารถนำไปขายหรือนำไปแปรรูปขายเนื้อสดหรือเนื้อย่างจำหน่ายให้ผู้สนใจ
สูตรอาหารหนูพุก
การเลี้ยงหนูถือว่าเลี้ยงไม่ยาก หนูพุกกินได้หมด ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ข้าวฟ่าง หอยเชอรี่ และพืชผักทุกชนิด หากไม่สามารถปลูกผักเองได้ ก็หาเศษผักตามตลาดมาให้ก็ได้
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนูพุกใหญ่พรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เป็นแหล่งเลี้ยงหนูพุกอย่างครบวงจร ตั้งแต่เพาะขยายพันธุ์จนถึงแปรรูปเนื้อหนูพุกจำหน่ายในประเทศและส่งออก ซึ่งทางกลุ่มเชื่อว่าสินค้าที่มีคุณภาพ ต้องเกิดจากในทุกๆ กระบวนการ ตั้งแต่อาหาร การเลี้ยงจนถึงการแปรรูป ดังนั้น จึงร่วมมือกับสาขาวิชาสัตวศาสตร์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ในการศึกษาทดลองวิจัย เพื่อพัฒนารูปแบบการเลี้ยง อาหารที่ใช้เลี้ยง สภาพภูมิอากาศ และการแปรรูป เพื่อให้สินค้าหนูพุกมีคุณภาพมากที่สุด
ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนูพุกใหญ่พรหมพิราม มีแปลงเพาะปลูกหญ้าขนจำนวน 4 สายพันธุ์ ที่นำมาเลี้ยงหนูพุก 1-2 วันต่อครั้ง ประกอบด้วย
1. หญ้าฮาราฟัสบราซิล เป็นหญ้าลูกผสมที่มีโปรตีนสูงมากและให้ผลผลิตต่อไร่สูง นิยมใช้เป็นพืชอาหารสัตว์ และปลูกเพื่อจำหน่ายท่อนพันธุ์ให้กับฟาร์มปศุสัตว์ทั่วไป
2. หญ้าหวานอิสราเอล หรือเนเปียร์อิสราเอล มีโปรตีนมากถึง 20% ตัดมาให้สัตว์กินได้เลยโดยไม่ต้องสับ เพราะเคี้ยวง่าย รสหวาน กรอบ สัตว์กินแล้วติดใจ
3. หญ้าเนเปียร์แคระพันธุ์เกษตรศาสตร์ 1 เป็นหญ้าเนเปียร์พันธุ์ใหม่ เจริญเติบโตได้ดี ลำต้นเตี้ย ใบดก ให้โปรตีนสูง แตกกอมาก 200-300 หน่อต่อกอ อายุการเก็บเกี่ยวครั้งแรก 60 วันหลังปลูก และครั้งต่อไปทุกๆ 45 วัน ซึ่งแต่ละครั้งจะขยายเพิ่ม 1-200 กอ ปลูก 1 ครั้ง เก็บเกี่ยวได้นานถึง 5 ปี
4. หญ้าเนเปียร์ หรือ “หญ้าบาน่า” มีโปรตีน 10% เติบโตเร็ว ให้ผลผลิตต่อไร่สูง สามารถเก็บเกี่ยวต้นได้ตลอดทั้งปี และเก็บเกี่ยวได้นาน 5-7 ปีต่อการปลูก 1 ครั้ง
นอกจากให้หนูพุกกินหญ้าขนแล้ว ยังให้เมล็ดข้าวโพดกินสลับกับอาหารหมูที่มีโปรตีนตั้งแต่ 16-18 เปอร์เซ็นต์ ให้กินอาหารตอนเย็นในปริมาณตัวละ 1 ช้อนโต๊ะ ส่วนสูตรอาหารที่เลี้ยงลูกหนูพุกคือ ใช้หัวอาหาร ข้าวโพด หญ้าหวานเนเปียร์ หญ้าหวานอิสราเอล ในระยะเวลา 3 เดือน ลูกหนูพุกจะมีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม
เกษตรกรผู้เลี้ยงหนูพุกจะมีรายได้จากการขายพันธุ์หนูพุก เนื้อสด และเนื้อย่างแล้ว ยังสามารถนำมูลหนูพุกมาทำปุ๋ยอัดเม็ดสำหรับบำรุงพืชผัก ขายในราคา 20 บาทต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FB: Deecota หนูพุกใหญ่พรหมพิราม หรือ คุณมนตรี ชูกำลัง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนูพุกใหญ่พรหมพิราม โทรศัพท์ 099-359-6131
.
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการเลี้ยงหนูพุก ได้ที่
https://www.technologychaoban.com/livestock-technology/article_46996
https://www.technologychaoban.com/livestock-technology/article_247197
https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_242264
.
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบข่าวจาก FB: Deecota