ผลสำรวจต้นทุน-ผลตอบแทน เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลถิ่นโคราช-ชัยภูมิ เลี้ยงในบ่อดินและกระชัง กำไรต่างกัน

การจับปลานิลในบ่อของสมาชิก

สศท.5 เผยผลตอบแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล 2 จังหวัดอีสาน  ระบุ เกษตรกรโคราช ที่เลี้ยงแบบกระชัง กำไรสุทธิเฉลี่ย 9,692 บาทต่อกระชัง ขณะที่เลี้ยงบ่อดินได้กำไรสุทธิ 11,354 บาทต่อไร่ ด้านเกษตรกรชัยภูมิ ที่เลี้ยงปลานิลในกระชัง มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 14,249 บาทต่อกระชัง ส่วนแบบบ่อดิน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,520 บาทต่อไร่

นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปลานิลมีลักษณะการเลี้ยง 2 แบบ  คือ เลี้ยงในกระชังและเลี้ยงในบ่อดิน  ซึ่งการเลี้ยงปลานิลในกระชังส่วนใหญ่จะเลี้ยงบริเวณริมแหล่งน้ำธรรมชาติพื้นที่กระชังเฉลี่ย 27.80 ตารางเมตร  และอัตราการปล่อยพันธุ์ปลา กระชังละ 1,100  ตัว  มีระยะเวลาของการเลี้ยงนาน 5 เดือน จะใช้อาหารสำเร็จรูปในการเลี้ยง  ส่วนการเลี้ยงในบ่อดิน ขนาดบ่อเฉลี่ย 5 ไร่ อัตราการปล่อยพันธุ์ปลาประมาณ 3,500 ตัวต่อไร่  มีระยะเวลาของการเลี้ยงเฉลี่ยรุ่นละ 7 เดือน จะใช้อาหารสำเร็จรูป ร่วมกับอาหารผสม ได้แก่รำและเศษอาหาร

ในการนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) ได้ลงพื้นที่สำรวจส่วนต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนปลานิลใน 2 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา และชัยภูมิ  พบว่า จังหวัดชัยภูมิ  เกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลในกระชัง ส่วนใหญ่เลี้ยงตามเขื่อนลำปะทาว และอ่างเก็บน้ำลำคันฉู ต้นทุนทั้งหมดเฉลี่ย 33,611 บาท/กระชัง หรือ  39.26 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 47,860 บาท/กระชัง   กำไร 14,249 บาท/กระชัง หรือ 16.64 บาท/กิโลกรัม   ส่วนต้นทุนการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน  เฉลี่ย 32,558 บาท/ไร่  หรือ 36 บาท/กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย 36,077  บาท/ไร่ กำไร 3,520 บาท/ไร่ หรือ 3.93 บาท/กิโลกรัม

นครราชสีมา พบว่า ต้นทุนการเลี้ยงปลานิลในกระชัง เฉลี่ย 57,250 บาท/กระชัง  หรือ 51 บาท/กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย 66,942 บาท/กระชัง  กำไร 9,692 บาท/กระชัง หรือ 8.63  บาท/กิโลกรัม   ส่วนต้นทุนการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน  เฉลี่ย 22,655 บาท/ไร่  หรือ 30 บาท/กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย 34,009  บาท/ไร่ กำไร 11,354 บาท/ไร่ หรือ 14.83 บาท/กิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม พบปัญหาด้านการผลิตของเกษตรกร คือ ต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะค่าอาหาร ซึ่งมากกว่าร้อยละ 50 ของต้นทุนทั้งหมด  รวมทั้งปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ส่งผลให้ปลาตายเป็นจำนวนมากผลตอบแทนได้น้อยกว่าที่ควร  การขาดแคลนพันธุ์ปลาในบางช่วงที่มีความต้องการลูกปลากันมาก ทำให้พันธุ์ปลามีราคาสูงขึ้น เป็นต้น  ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร 044-465120 หรือ e-mail: [email protected]

บทความก่อนหน้านี้ไทย-เดนมาร์ค ปั้นซับแบรนด์ เปิดโมเดลฟู้ดทรัก-ออนไลน์
บทความถัดไปความสำคัญของระบบตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมอาหาร