ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ช่วยยกระดับคนจน

ประกาศผลแล้วสำหรับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ จากทั้งหมด 14.1 ล้านคน มีผู้ผ่านด่านการตรวจสอบที่เข้มข้นจาก 26 หน่วยงาน จำนวน 11.4 ล้านคน ไม่ผ่านคุณสมบัติ 2.7 ล้านคน ซึ่งทั้ง 11.4 ล้านคนนี้ กำลังทยอยไปรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกันแล้ว และบัตรนี้จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 ไปจนครบ 1 ปี เพื่อใช้เป็นวงเงินในการซื้อสินค้าและบริการ เป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายบางอย่างให้กับผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้มีเงินเหลือในการดำรงชีวิตมากขึ้น และในระยะต่อไปหน่วยงานต่างๆ ต้องช่วยกันออกแบบมาตรการสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ถูกฝาถูกตัวมากขึ้น

ภาพนี้เป็นการจำลองแนวคิดในการช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยให้หลุดพ้นจากความยากจน โดยนำข้อมูลที่ได้จากโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐมาสร้างเป็นเส้นรายได้ต่อหัวต่อปี จาก 0 บาท ต่อปี (ไม่มีรายได้) ไปจนถึง 100,000 บาท ต่อปี (รายได้สูงสุดที่สามารถลงทะเบียนในโครงการนี้ได้) และมีเส้นรายได้ที่ 30,000 บาท ต่อหัว ต่อปี ที่เทียบเคียงได้กับเส้นความยากจนเป็นเส้นแบ่งจำนวนคน
ดังนั้น กลุ่มคนในฐานข้อมูลนี้จึงถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามระดับรายได้ ดังนี้ 1. กลุ่มคนที่ไม่มีรายได้ มีจำนวนประมาณ 2.4 ล้านคน (พื้นที่ A สีเหลือง) 2. กลุ่มคนที่มีรายได้ 1-30,000 บาท ต่อหัว ต่อปี หรือเทียบแล้วต่ำกว่าเส้นความยากจน มีจำนวนประมาณ 6.0 ล้านคน (พื้นที่ B สีฟ้า) และ 3. กลุ่มคนที่มีรายได้ 30,001-100,000 บาท ต่อหัว ต่อปี หรือเทียบแล้วสูงกว่าเส้นความยากจน มีจำนวนประมาณ 3.2 ล้านคน (พื้นที่ C สีเขียว)
โจทย์ของประเทศคือ จะทำอย่างไรให้คนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีรายได้มากขึ้นจนหลุดพ้นเส้นความยากจน มี 2 แนวทางที่รัฐบาลสามารถทำได้ แนวทางที่ 1 คือ เติมเงินให้ทุกคนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนให้ถึง 30,000 บาท เช่น นาย ก.มีรายได้ 10,000 บาท รัฐต้องเติมให้ 20,000 บาท นาย ข.มีรายได้ 20,000 บาท รัฐต้องเติมให้ 10,000 บาท เป็นต้น ซึ่งแนวทางนี้ใช้เม็ดเงินกว่า 1.7 แสนล้านบาท แนวทางนี้แม้จะเห็นผลเร็ว แต่ต้องใช้งบประมาณรายจ่ายมหาศาล และรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่มีความยั่งยืนเพราะไม่ได้ช่วยให้เขามีงานทำ และไม่ได้เป็นการเพิ่มศักยภาพในการหารายได้ แนวทางที่ 2 คือ ต้องทำงานแลกเงิน และรัฐจะช่วยเติมเต็มสวัสดิการให้ ซึ่งแนวทางนี้อาจเรียกว่า เงินเติมให้คนทำงาน หรือ Negative Income Tax (NIT) ซึ่งจะเน้นกลุ่มคนที่มีรายได้เทียบแล้วต่ำกว่าเส้นความยากจน (30,000 บาท ต่อปี) และยังอยู่ในวัยแรงงาน (ไม่เกิน 60 ปี) ที่มีอยู่ประมาณ 5.3 ล้านคน โดยร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมพร้อมกันทุกจังหวัด หลังจากฝึกอบรมแล้วต้องเข้าทำงาน และเข้าสู่โปรแกรมการติดตามพัฒนาการของรายได้ผ่านการแสดงบัญชีส่วนตัวอย่างง่ายเป็นรายไตรมาส เพื่อให้มั่นใจว่าเขามีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลักว่าหากมีรายได้น้อยกว่า รัฐจะเติมเงินให้มากกว่า เช่น นาย ก.ควรจะได้มากกว่า นาย ข. เป็นต้น เพื่อจูงใจให้ผู้มีรายได้น้อยทำงานมากขึ้นจนหลุดพ้นเส้นความยากจนในที่สุด
เมื่อถึงเวลานั้นประเทศไทยจะค่อยๆ มีคนจนลดลง ความเหลื่อมล้ำจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น เป็นความตั้งใจของภาครัฐในการยกระดับคนจนอย่างเป็นรูปธรรม

ขอบคุณข้อมูลจาก พงศ์นคร โภชากรณ์