สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยกนพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ

เมื่อเวลา 17.09 น. วันที่ 18 ตุลาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ถึงยังพระที่นั่งทรงธรรม พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ โดยเสด็จด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศงานพระราชพิธี นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และคณะกรรมการ เฝ้าฯ รับเสด็จ

การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับพระราชอาสน์ที่หน้ามุขพระที่นั่งทรงธรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการอำนวยการ กราบบังคมทูลรายงาน และเบิกกรรมการสร้างพระเมรุมาศ

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังที่ประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมนพปฎลมหาเศวตฉัตร ต่อมานายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ถวายสายสูตรยกนพปฎลมหาเศวตฉัตร

เวลา 17.17 น. ทรงเริ่มยกนพปฎลมหาเศวตฉัตร ระหว่างนั้น โหรหลวงลั่นฆ้องชัย ชาวพนักงานประโคม สังข์ แตร และดุริยางค์ กระทั่งเวลา 17.19 น. นพปฎลมหาเศวตฉัตรขึ้นสู่ยอดพระเมรุมาศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานสายสูตรคืนอธิบดีกรมศิลปากร รับไปผูกไว้ที่เสาบัว ก่อนเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรพระที่นั่งทรงธรรมและพระเมรุมาศ ตามพระราชอัธยาศัย และเสด็จฯ กลับ

 

นางสุจิตรา ตั้งคำ อายุ 55 ปี ชาวตรัง และเพื่อน เผยว่า ทราบข่าวจากทีวี และสื่อออนไลน์ว่าจะมีพิธีจึงเดินทางมากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม เพราะตั้งใจมาชมพิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตร และชมการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในวันที่ 21 ตุลาคม วันนี้เดินทางจากย่านพุทธมณฑลสาย 3 มาที่สนามหลวงตั้งแต่เวลา 09.00 น. เพื่อมาร่วมถวายพวงมาลัยหน้าซุ้มประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อถึงเวลาจึงมารอชมพิธียกฉัตร รู้สึกปลื้มใจอย่างมากที่ได้เห็นในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงประกอบพิธีให้ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเป็นพระราชบิดา ส่วนประชาชนทุกคนร่วมใจนั่งเฝ้าฯรับเสด็จอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตนติดตามการสร้างพระเมรุมาศมาตลอด เห็นความงดงามและฝีมือคนไทย วันนี้ ถือว่าเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้วแล้วแต่แม้จะสวยงามแต่ก็มีความเศร้าแฝงอยู่ จากนี้ก็จะอยู่รอถ่ายภาพยามค่ำต่อไป

“ก่อนหน้านี้ตนมากราบพระบรมศพ 4 ครั้ง เนื่องจากเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการทูบี นัมเบอร์วัน ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ส่วนวันที่ 26 ตุลาคม เพราะเป็นจิตอาสาดอกไม้จันทน์ที่ จ.ตรัง จึงไม่ได้เดินทางร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิง แต่ก็รักผูกพันและประทับใจในหลวง รัชกาลที่ 9 ทุกด้าน ซึ่งพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากผู้นำกว่า 30 ประเทศ ถือได้ว่าพระองค์ทรงเป็นคิง ออฟ คิงอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังน้อมนำพระราชจริยวัตรในด้านความอดทน มีวินัย เมตตา และรู้จักคิดถึงคนอื่น มาเป็นหลักธรรมนำชีวิตด้วย” นางสุจิตรา กล่าว

 

ที่มา : มติชนออนไลน์