เติมวิถี บุญบูรณ์ โฮม จากมนุษย์เงินเดือน สู่เกษตรกรแนว ๆ

จากมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ที่เริ่มมองหาอาชีพรองรับในบั้นปลายชีวิต จนเริ่มสร้างธุรกิจเกษตรกับฟาร์มแพะเล็ก ๆ ขึ้นในปี 2558 พร้อมตั้งเป้าหมายว่า จะต่อยอดธุรกิจเกษตรสู่การแปรรูปสินค้า เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืนตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9

“ชญาน์วัต สว่างแจ้ง” ผู้ก่อตั้งบุญบูรณ์ โฮม ฟาร์มนมแพะออร์แกนิก กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ก่อนหน้าตัดสินใจมาทำเกษตรก็เป็นพนักงานออฟฟิศ และรับงานฟรีแลนซ์ทั่วไป แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็เริ่มมองหาอาชีพที่มั่นคงสำหรับรองรับบั้นปลายชีวิต สุดท้ายก็ตัดสินใจลาออก และซื้อที่ดินจำนวน 18 ไร่ ในจังหวัดลำปาง เพื่อทำเกษตรเมื่อปี 2558

“ชญาน์วัต” บอกว่า เมื่อตัดสินใจมาทำเกษตรก็ต้องเริ่มใหม่หมด โดยเริ่มเดินตามหลักการทำเกษตรตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเริ่มต้นจากการทำฟาร์มแพะเล็ก ๆ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ดูแลไม่ยาก ลงทุนไม่สูง ประกอบกับตลาดนมแพะเติบโตขึ้นต่อเนื่อง เพราะจำนวนผู้แพ้นมวัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนมแพะก็กลายเป็นนมทางเลือกที่กำลังเติบโต ตามด้วยการปลูกพืชต่าง ๆ เพื่อนำพืชเหล่านั้นมาเป็นอาหารให้แก่แพะที่เลี้ยง

ส่วนผลผลิตที่เหลือก็นำมาแปรรูป เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ฟาร์ม ยกตัวอย่างว่า กล้วย เมื่อผลผลิตมีจำนวนมากเกินความต้องการ ก็นำมาแปรรูปเป็นขนมกล้วย กล้วยตาก ข้าวต้มมัด

หรือว่านหางจระเข้ ที่มีสรรพคุณทางสมุนไพร ก็นำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมใบเตยให้ดื่มง่าย นำไปจำหน่ายตามตลาดนัดต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในตลาดหลักที่วางจำหน่ายต่อเนื่อง คือ “วีมาร์เก็ต” (We Market) ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่จัดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง เท่ากับว่าฟาร์มจะมีรายได้ตลอดเวลา คือ มีรายได้รายวันจากการขายนมเเพะดิบ มีรายได้รายสัปดาห์สำหรับการขายนมแพะแปรรูป และมีรายได้รายเดือนสำหรับการนำผลผลิตต่าง ๆ มาแปรรูปแล้วขายตามตลาดนัดเมื่อทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

“ชญาน์วัต” บอกว่า ก็เริ่มแปรรูปวัตถุดิบ ด้วยการนำน้ำนมดิบจากแพะมาผลิตสินค้าหลากหลายรูปแบบ เช่น โลชั่นน้ำนมแพะ สบู่ ลิปสติก เป็นต้น โดยสินค้าเหล่านี้แปรรูปง่าย ๆ ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำให้สินค้ามีข้อจำกัดเรื่องของการเก็บรักษาและอายุการใช้งานสั้นเพียง 3 เดือน วางราคาที่ 150 บาท เจาะกลุ่มคนเมือง เน้นจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊กเป็นหลัก

“เราเริ่มจากการเป็นฟาร์มเล็ก ๆ ใช้วัตถุดิบที่ได้มาต่อยอดเป็นสินค้า โดยผลิตเอง ทำให้ได้จำนวนน้อย หาแหล่งจัดจำหน่ายเอง เพื่อลดต้นทุนทุก ๆ ด้าน เพื่อให้คุ้มค่ามากที่สุด”

เป้าหมายหลักที่วางไว้คือ ต้องการให้ “บุญบูรณ์ โฮม” เป็นต้นแบบสำหรับเกษตรกรทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ในการทำเกษตรที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีการวางระบบบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

“ชญาน์วัต” กล่าวว่า วันนี้ บุญบูรณ์ โฮม เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และทิศทางจากนี้ไป จะเดินหน้าการสร้างเครือข่ายเกษตรกรภายในจังหวัดลำปางมากขึ้น อาจจะเป็นเครือข่ายเล็ก ๆ แต่จะเป็นเครือข่ายที่แข็งแรง เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการเผยแพร่องค์ความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แลกเปลี่ยน แปรรูปสินค้าทางการเกษตร เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนเกษตรกรได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกันอีก 1-2 ปีข้างหน้า เตรียมลงทุนห้องแปรรูปสินค้าให้มีมาตรฐานตามหลักสากล ซึ่งอาจจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นสเต็ป ๆ อย่างไรก็ตาม คาดว่าต้นปี 2561 เตรียมจะเปิดให้บริการโฮมสเตย์ เพื่อรองรับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ ๆ และต่อยอดธุรกิจสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ฟาร์มด้วย หวังผลักดันให้ บุญบูรณ์ โฮม เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน และโรงเรียนแปรรูปสินค้าเกษตรในอนาคต ด้วยระยะเพียง 2 ปี จากการเริ่มต้นในวันแรกด้วย

กระบวนการเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนนี้ “บุญบูรณ์ โฮม” กำลังขยับไปอีกขั้น จากการผลิตพืชเพื่อดูแลตัวเอง สู่การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่า จำหน่าย และสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ตัวเอง และเป็นอีกต้นแบบของเกษตรกรไทยยุคใหม่

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์