กสม.ถกปัญหาปลาหมอสีคางดำ ‘เอเลี่ยน’ จอมเขมือบแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง

ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาปลาหมอสีคางดำระบาดใน จังหวัดสมุทรสงคราม และ จังหวัดเพชรบุรี สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้้นที่ ตำบลยี่สาร และ ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ขณะที่ นางสาวนภสร สุขพันธุ์ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี ระบุว่า ปลาหมอสีคางดำเป็นสายพันธุ์เดียวกับปลาหมอสี มีรูปร่างคล้ายปลาหมอทะเล และปลานิล แต่เป็นปลาหมอสีชนิดไม่มีราคา เป็นปลากินเนื้อ ปากกว้าง ดังนั้นเมื่อแพร่ระบาดก็จะกินสัตว์น้ำต่างๆ ชนิดอื่นที่ตัวเล็กๆ จนหมด จะคล้าย “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่มาทำลายสัตว์น้ำประจำถิ่นจนหมด ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน

นายสมศักดิ์ ริ้วทอง เกษตรกร ตำบลแพรกหนามแดง เผยว่า เลี้ยงกุ้งมานานกว่า 30 ปี ขนาดบ่อ 80 ไร่ ก็ได้ดีมาตลอด เพิ่งมาได้รับความเสียหายในช่วง 2 ปีนี้ ปล่อยกุ้งเป็นล้านตัว บางครั้งก็หมดไม่เหลือ ทำให้เป็นหนี้จำนวนมาก จึงอยากให้ภาครัฐลงมาแก้ไขโดยเร็ว

นายปัญญา โตกทอง เกษตรกร ตำบลแพรกหนามแดง บอกว่า มีบริษัทแห่งหนึ่งนำปลาหมอสีเข้ามาจากต่างประเทศ เมื่อปลายปี 2553 ซึ่งเกษตรกรเชื่อว่าเหตุการณ์สัมพันธ์กันที่มาระบาดในปี 2555 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งตนไม่ได้โทษว่าใครถูกใครผิด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ระบาดขึ้นแล้ว ทั้ง 3 ฝ่ายคือผู้นำเข้า ภาครัฐ และเกษตร ต้องช่วยกันกำจัดโดยเร็วที่สุด ซึ่งเชื่อว่าคงจะต้องใช้เวลานานหลายปี ที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็สั่งให้แก้ไขแต่เรื่องก็เงียบหายไป

ล่าสุด นางเตือนใจ ดีเทศน์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร พร้อมคณะลงพื้นที่ ตำบลยี่สาร และ ตำบลแพรกหนามแดง พร้อมเข้าพบ นายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

นายคันฉัตรเผยว่า จังหวัดทราบปัญหานี้มาตั้งแต่ต้นปี 2560 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องรวม 9 ครั้ง อาทิ แจ้งต่อ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร์ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มาตรวจติดตามการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ ขอให้กรมประมงควบคุมหรือกำจัดปลาหมอสีไม่ให้แพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากนี้สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด ให้ใช้พื้นที่ตลาดปลาแม่กลองประมูลปลาหมอสี เพื่อเพิ่มมูลค่าจูงใจให้ชาวบ้านจับปลาหมอสีมาขาย แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้

“อย่างไรก็ตามจังหวัดตั้งธงชัดเจนว่าต้องกำจัดให้หมดไป จึงฝากเจ้าหน้าที่กรมประมงกำหนดแผนยุทธการในการวางแผนขั้นตอน และวิธีการกำจัดให้ชัดเจน ครอบคลุม เนื่องจากอาจจะต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ที่ผิดกฎหมายมาช่วยด้วย เพื่อให้สามารถกำจัดได้เร็วที่สุด” นายคันฉัตร กล่าว

ด้านนางเตือนใจ เผยว่า จากข้อมูลพบว่าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งนำเข้าปลาหมอสีจากประเทศกานา เมื่อปี 2553 ซึ่งใช้เวลา 3 ปีกว่าจะรวบรวมนำเข้ามาได้แค่ 600 ตัว ซึ่งปลาหมอสีทั้งหมดกระทบกระเทือนจากการขนส่ง ทำให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ บริษัทจึงกำจัดด้วยการโรยปูนขาวและฝังกลบ ซึ่งเป็นความบกพร่องทั้งบริษัท และกรมประมงที่ไม่ได้บันทึกตรวจรับและทำลายซากปลาหมอสีคางดำอย่างเป็นระบบ ต่อมาในปี 2555 พบการแพร่ระบาดของปลาหมอสีเข้ามาในบ่อเลี้ยง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำใน จังหวัดเพชรบุรี และ จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับผลกระทบมาก โดยบริษัทเชื่อว่าการนำเข้าในครั้งนั้นไม่น่าจะทำให้เกิดการระบาด แต่อาจจะมีผู้ลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมาย แต่บริษัทก็รับว่าจะช่วยกำจัดรวมทั้งรับซื้อปลาหมอสีที่เกษตรกรจับได้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่กรมประมงยังรับปากกับชาวบ้านว่าจะรับซื้อปลาหมอสีกิโลกรัมละ 20 บาท รวม 3 เดือน ซึ่งจะต้องเสนอผู้ใหญ่ในกรมพิจารณาต่อไป

นางเตือนใจระบุว่า จากนี้ไปจะขอซากปลาหมอสีคางดำที่กรมประมงดองไว้ เพื่อมาตรวจดีเอ็นเอว่าตรงกับปลาหมอสีที่แพร่ระบาดในแหล่งน้ำ ว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกันหรือไม่ และรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสนอเร่งด่วนต่อคณะรัฐมนตรี กรมประมง สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน และเกษตรกร ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาปลาหมอสีคางดำระบาดในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม และ จังหวัดเพชรบุรี ให้เป็นไปตามหลักการสหประชาชาติ เรื่อง “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้แสดงปาฐกถาในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง “การเผยแพร่และขับเคลื่อน หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในประเทศไทย” ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560

ขอบคุณข้อมูลจาก ขจร โพธิ์นิ่มไทย