‘กฤษฎา’ขอ 3 เดือน พิสูจน์ฝีมือ ปี 61 เกษตรกรชีวิตดีขึ้น ปลด‘ข้าว-ยาง’จากการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ธ.ค. ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ พร้อมด้วยรมช.เกษตรฯ ทั้ง 2 คน คือ นายลักษณ์ วจนานวัช และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร เดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง

นายกฤษฎา กล่าวว่า การเข้ามาทำงานจะไม่ปรับฮวงจุ้ยหรือเปลี่ยนแปลงที่ทำงาน เพราะการได้เป็นรัฐมนตรีตำแหน่งนี้ถือว่าดีที่สุด เดินทางเข้ามาไม่มีของขลังหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงหลวงพ่อโสธรองค์เดียวที่ติดตัวมาตั้งแต่ทำงานตอนรับราชการครั้งแรกๆ แล้ว ส่วนตัวมีประสบการการทำงานกว่า 37 ปี รับราชการด้านการปกครองมาตลอด แต่ช่วง 3 ปีสุดท้ายร่วมงานกับกระทรวงเกษตรฯ เมื่อเกิดฝนแล้งปี 59-60 ในโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้คุ้นเคยในการทำงาน

การทำงานขอเวลาประมาณ 3 เดือนศึกษางานเดิมที่ดีอยู่แล้วเพื่อขับเคลื่อนต่อ ภายใต้เป้าหมายทำให้เกษตรกรมีความสุข ราคาผลผลิตด้านการเกษตรสูงกว่าต้นทุน ปี 2561 ชีวิตเกษตรกรจะดีขึ้น มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ภายใต้เป้าหมายในการทำงานคือต้องการดูแลเกษตรกรให้เดือดร้อนน้อยสุด ในเรื่องการทำการเกษตรแล้วขายไม่ได้ ราคาตกต่ำ

การรับตำแหน่งครั้งนี้โชคดีที่มีรัฐมนตรีช่วย 2 คน นายลักษณ์ มีประสบการเกี่ยวกับการผลิตจะดูแลกรมผลิต การตลาดและเรื่องสหกรณ์ ส่วนนายวิวัฒน์ มีประสบการณ์สาขาเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง จะดูกรมเกี่ยวกับการส่งเสริม ดูแลเรื่องการน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาสู่เกษตรกรเพื่อเป็นหลักในการปฎิบัติงานและการดำเนินวิถีชีวิต

เมื่อถามจะทำอย่างไรไม่ให้ราคาผลผลิตด้านการเกษตร อาทิ ยางพารา ข้าว ปาล์ม ถูกใช้เป้นเครื่องมือการเมือง ใช้เคลื่อนไหวมาทุกยุคสมัย นายกฤษฎา กล่าวว่า “ยืนยันการเข้ารับเก้าอี้รัฐมตรีเกษตรครั้งนี้จะเข้ามาดูแลราคาผลผลิตด้านการเกษตร ให้ราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุน มีเป้าหมายดูแลให้เกษตรกรมีความสุข โดยจะไม่โยนอะไรที่อยู่ในภาคการเกษตรให้ไปอยู่ในภาคการเมือง ตอนนี้อะไรเป็นภาคเกษตรจะเข้ามาแก้ปัญหา หวังให้สัมฤทธิ์ผล จะพยายามทำให้เกิดความเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่ลงทุนสูงแต่ผลที่ได้ต่ำ อะไรที่รายได้หรือราคาตกต่ำจะไม่ให้เกิดจากการกดราคา แต่จะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อไม่ให้ผลผลิตกับราคาสอดคล้องและเป็นไปตามกลไกตลาด”

นายกฤษฎา กล่าวว่า การดำเนินงานช่วง 3 เดือนแรก ที่จะทำอันดับแรกคือดูมาตรการของกระทรวงเกษตรฯที่ออกไปว่าได้ผลหรือไม่ เพื่อนำมาขยายผลให้มากขึ้น ส่วนนโยบายไหนที่ยังมีช่องโหว่จะเร่งปรับปรุง รวมทั้งเรื่องปัญหายางพาราที่ค้างสต๊อก 100,000 กว่าตัน การประชุมครม.ที่จ.สงขลา มีมติให้เร่งแก้ไขปัญหาภายใน 3 เดือน โดยให้นำยางพาราในสต๊อกไปใช้ในหน่วยงานราชการ โดยไม่นำยางที่ค้างสต๊อกมาขายแข่งในตลาดแน่นอน

ส่วนเรื่องราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ภายใน 1 ปี ถ้ากระทรวงเกษตรฯ ลงไปแนะนำเกษตรกรหรือสนับสุนนให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดใดต้องขายได้ ไม่ล้นตลาด และมีผู้ซื้อชัดเจน ราคาซื้อสูงกว่าต้นทุนการผลิต ถ้าไม่มีปัจจัยต่างๆ ที่นอกเหนือการควบคุม อาทิ ภาวะแห้งแล้ง โรคระบาด เกิดสงคราม เป็นต้น ปีหน้าสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรก็ดีขึ้น

“วันนี้ตนไม่อยากพูดมากเพราะชี้แจงไปก็เหมือนการคุยโอ้อวด ขอให้มั่นใจว่าทั้ง 3 คน จะเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังตรวจสอบได้แน่นอน 3 เดือนแรกจะทำงานร่วมกับข้าราชการทั้งหมด 14 กรม และจะเห็นผลว่ามีอะไรที่ดีขึ้นหรือแย่ลง ซึ่งถ้านโยบายอะไรที่มันไม่ดีหรือมีข้อด้อยก็จะนำไปปรับปรุงแก้ไขโดยรับฟังเสียงจากประชาชนด้วย ตนจะไม่รื้อนโยบายเก่า ไม่อย่างนั้นเปลี่ยนรัฐมนตรีทีก็เปลี่ยนนโยบายที และจะรายงานผลการทำงานทุก 3 เดือน”