‘GMS’ ร่วมอนุมัติแผนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเป้าหมาย ‘เติบโตยั่งยืน’

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมจาก 6 ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ Greater Mekong Subregion (GMS) ร่วมกันรับรองแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมระยะเวลา5 ปี รวมถึงโครงการเร่งด่วนต่าง ๆ มูลค่ารวม 540 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยกระตุ้นการลงทุนสีเขียวและความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม โดยจะช่วยให้อนุภูมิภาคสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติงาน ประจำปี 2561-2565 สำหรับแผนงานหลักด้านสิ่งแวดล้อม (the Core Environment Program (CEP) Strategic Framework and Action Plan 2018-2022) ในระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 5 (the Fifth GMS Environment Ministers Meeting) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์นี้ ณ จังหวัดเชียงใหม่

 CEP ซึ่งริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2549 ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี กำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 ของแผนงาน โดยได้ช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้แล้วกว่า 30,000 คน ในเขตชนบทของอนุภูมิภาคให้หลุดพ้นจากความยากจน

“CEP เป็นเครื่องมือในการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจสำหรับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศสมาชิก GMS และเราจะร่วมทำงานด้วยกันต่อไปเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความร่วมมือในอนุภูมิภาคในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม” พลเอก สรุศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทไทย กล่าว “การประชุมครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้เราได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับความก้าวหน้าและสิ่งที่ประสบผลสำเร็จแล้ว รวมถึงได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และหารือเกี่ยวกับแนวโน้มทิศทาง และปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับสาขาสิ่งแวดล้อมในขณะนี้ด้วย”

นอกจากการลงทุนมูลค่า 540 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เน้นเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ใช้สอย การจัดการของเสีย การควบคุมมลพิษ และการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโครงสร้างพื้นฐานในเขตชนบท แผนยุทธศาสตร์ 5 ปีนี้ยังปูทางให้กับการเตรียมความพร้อมและการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มประเทศ GMS สามารถลดช่องว่างในการลงทุนสีเขียวได้ ระบบเทคโนโลยีสีเขียว (green technology platform) ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นตลาดเชื่อมโยงระหว่างผู้จัดหาเทคโนโลยีและกลุ่มผู้ใช้ ซึ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีสำหรับการจัดการของเสีย พลังงานทดแทน การใช้พลังงานเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และอื่นๆ

ภายใต้ CEP ได้มีการระดมทุนเพิ่มเติมมากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 98 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้สำหรับโครงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งได้ก่อให้เกิดระเบียงความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity corridors) ขนาด 2.6 ล้านเฮกตาร์ ในพื้นที่ข้ามพรมแดน 7 เขต และยังได้ฝึกอบรมผู้มีส่วนได้เสียมากกว่า 19,000 คน ในงานสัมมนาเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ต่างๆ มากกว่า 500 งาน

ดร.ราเมียช ซูบรามาเนียม ผู้อำนวยการสำนักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเอดีบี กล่าว “เราจะเดินหน้าผลักดันแผนปฏิบัติงานหลักที่ได้ถูกสรุปไว้ในการประชุมครั้งนี้ต่อไป เพื่อช่วยให้ประเทศสมาชิก GMS สามารถบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทุกภาคส่วน”

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์