พลิกฟื้นผืนป่า

จาก “แม่แจ่มโมเดล” เป็น “แม่แจ่มโมเดลพลัส”

จากสถานการณ์หมอกควันของประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบว่าหลายจังหวัดในภาคเหนือประสบกับสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ซึ่งมีสาเหตุหลักเกิดจากเผาวัชพืช เศษวัสดุการเกษตร เพื่อเตรียมพื้นที่ในการเพาะปลูก

อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งพื้นที่ที่ประสบกับปัญหาการเกิดไฟป่าและหมอกควันอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยพื้นที่ อำเภอแม่แจ่ม เกือบทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม ลักษณะประชากรผสมผสานด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ คือ คนเมือง ม้ง ลัวะ และปกากะญอ สิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัยเป็นข้อจำกัดเนื่องจากขาดสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย นำไปสู่การบุกรุกพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อดำรงชีพ พื้นที่ป่าจึงแปรสภาพเป็นไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีการทำไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงถึง 123,229 ไร่ ในปี 2559 และเนื่องจากทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวต้องเผาทำลายวัชพืชและเศษวัสดุการเกษตร ก่อให้เกิดปัญหาน้ำกัดเซาะหน้าดินในฤดูฝน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ภัยแล้งในฤดูร้อน หน้าดินเสื่อมสภาพ เกิดปัญหาหมอกควันไฟป่าซ้ำซาก

พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า จากการประสบกับปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ที่ อำเภอแม่แจ่ม อย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2550 กระทบในวงกว้างทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม นำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาตามยุทธศาสตร์ “แม่แจ่มโมเดล” หยุดยั้งบุกรุกพื้นที่ป่าตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมาพร้อมกับดำเนินการจัดระเบียบที่ดิน-ป่าไม้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ปรับระบบการผลิตของเกษตรกรที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในที่ดินทำกิน และลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สร้างป่า สร้างรายได้ ในปี 2560 จนเกิดเป็น “แม่แจ่มโมเดลพลัส” การแก้ไขปัญหาตามยุทธศาสตร์ถือว่าประสบความสำเร็จได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคประชาชน ทำให้สามารถลดจุดความร้อนจาก 384 จุด เหลือ 30 จุด ในช่วง 60 วัน ห้ามเผาในปี 2559

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เพื่อให้เห็นผลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น สู่แนวทางสร้างป่า สร้างรายได้ ทุกภาคส่วนจึงได้จัดแผนงานสร้างพื้นที่เรียนรู้ “ไผ่และกาแฟครบวงจร” ณ ศูนย์เรียนรู้ไผ่ตำบลบ้านทับ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนแม่แจ่มโมเดลพลัสสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“แนวทางการ “สร้างป่า สร้างรายได้ สร้างพื้นที่สีเขียว” โดยใช้ไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงในอนาคต ซึ่งมีเป้าหมายในการนำไม้ไผ่เข้าโรงงานตะเกียบตันละ 1 พันบาท สิ่งที่เหลือจากตะเกียบคือ เศษไม้ไผ่และข้อไม้ไผ่ โดยน้ำหนัก 1 ตัน เฉพาะข้อประมาณ 150 กิโลกรัม และจะให้ขายให้กับโรงทำถ่าน ถือเป็นการพลิกฟื้นผืนป่า สร้างเศรษฐกิจที่มั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของคนแม่แจ่ม” นายรัชฎา กล่าว

นายรัชฎา กล่าวว่า บ้านแม่กลางหลวง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่หนึ่งที่ประสบปัญหาการลักลอบเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตร กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานที่ได้เข้ามาสร้างจิตสำนึกส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงดำเนินโครงการ “รณรงค์ป้องกันและลดการเผาในที่โล่ง” เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักและมีความรู้ความเข้าใจ ทั้งยังสนับสนุนชุมชนให้เป็นศูนย์เรียนรู้หมู่บ้านต้นแบบปลอดการเผา

นายพงษ์ทู เชื้อสุจริตไพบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่กลางหลวง เผยว่า ปัญหาการเกิดไฟป่าเริ่มมาตั้งแต่ปี 2536 และรุนแรงขึ้นเมื่อปี 2541 ล่าสุด เกิดไฟป่าเผาไหม้คุมพื้นที่ร้อยกว่าไร่ในปี 2560 ที่ผ่านมา จึงได้เริ่มมีการรณรงค์และทำแนวกั้นไฟระยะทางรวมทั้งหมด 48 กิโลเมตร ตามแนวเชิงเขาครอบคลุมพื้นที่ภูเขาจำนวน 3 ลูก ช่วงที่เกิดไฟป่าชุกในเดือนมีนาคม-เมษายน จะมีการเฝ้าระวังโดยจัดกลุ่มคนตรวจป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่เพื่อปกป้องกันการเกิดไฟป่าและเข้าดับไฟ นอกจากมาตรการของรัฐแล้ว ชุมชนได้มีการสร้างมาตรการจัดการกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาป่าในแต่ละหมู่บ้านผ่านความเชื่อเรื่องประเพณี “พิธีสาปแช่ง” เป็นกิจกรรมป้องปรามให้เกิดความเกรงกลัว เพื่อให้เกิดไฟป่าน้อยที่สุด ซึ่งประเพณี “พิธีสาปแช่ง” จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

นายพงษ์ศักดิ์ วนาลัยนิเวศน์ ผู้จัดการศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแม่กลางหลวง เล่าว่าชุมชนบ้านแม่กลางหลวงสร้างเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกผาดอกเสี้ยว (น้ำตกน่ารักจัง) เป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร และเปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเดินชม โดยเส้นทางจะผ่านนาขั้นบันได สวนสตอเบอรี่ และไร่กาแฟ ซึ่งชุมชนได้จัดให้มีมัคคุเทศก์ (ไกด์) นำทางจำนวน 50 คน ไว้สำหรับนำนักท่องเที่ยว รายได้ของมัคคุเทศก์จะถูกหักเก็บไว้ 20% ต่อ 20 คน ต่อปี เข้ากองกลางเพื่อปรับปรุงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ นอกจากนี้มีผลิตภัณฑ์กลุ่มแม่บ้านที่เป็นงานฝีมือ อาทิ ผ้าทอมือ ผ้าพันคอ เสื้อ ผ้าห่ม ผ้าปูโต๊ะ และผ้าปูเตียง เป็นต้น ซึ่งรายได้จากส่วนนี้ก็จะหัก 5% ต่อผลิตภัณฑ์ เพื่อเก็บเข้ากองกลางและนับตั้งแต่ชุมชนมีรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมเดินศึกษาธรรมชาติ ชาวบ้านก็หันมาดูแลรักษาป่ามากขึ้นทำให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น

ที่มา : ขอบคุณข้อมูลจาก สุรัสวดี มุละสิวะ