นกกรงหัวจุก ภาคใต้ สะพัดวันละ 3 ล้าน

คุณธนิตย์ หนูยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 จังหวัดสงขลา บูรณาการร่วมกับตำรวจ ทหาร ได้จับกุมนกหัวจุก 13 กรง เนื่องจากได้รับการร้องเรียนมาว่า ได้ส่งเสียงดังรบกวน แล้วได้นำส่ง สภ.อ. หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อดำเนินคดี สำหรับโทษคือ ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 4 ปี

นกกรงหัวจุก เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ก็มีการเลี้ยงทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นนกกรงที่มิชอบ แต่มาเมื่อปี 2546 ก็ได้มีการนิรโทษกรรม โดยให้ผู้ที่ครอบครองเลี้ยงนกกรงหัวจุก ให้มาแจ้งไว้กับทางการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ส่วนหนึ่งก็ได้แจ้งลงทะเบียนผู้เลี้ยงครอบครองไว้ แต่อีกส่วนก็ไม่ได้มาแจ้ง

ส่วนที่กลุ่มผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก ที่ได้มายื่นหนังสือถึงสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 ที่ผ่านมา โดยสรุปว่า ให้ทางการมีการชะลอการจับกุม ให้ถอนชื่อนกกรงหัวจุกออกจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองนั้น

สำหรับทั้งหมดนี้ ทางคุณธนิต บอกว่า เป็นการเกินอำนาจหน้าที่ของสำนักบริหารฯ โดยอำนาจหน้าที่ดังกล่าวนั้น ขึ้นอยู่กับกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวง และรัฐบาลพิจารณา

โดยขณะนี้ผู้ที่เลี้ยงนกกรงหัวจุก ที่ได้แจ้งรายชื่อไว้เมื่อปี 2546 ได้นำหางบัตรหนังสือที่แจ้งไว้ มาแสดงตนเพื่อเอาห่วงสวมนกกรงหัวจุก ถึงวันละ 30-100 ราย ซึ่งต่อไปจะไม่ประสบปัญหาถูกจับกุม

สำหรับการขึ้นทะเบียนนกกรงหัวจุก จะขึ้นกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ขึ้นกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 ส่วน 3 จังหวัด ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ไปขึ้นทะเบียนสำนักฯ สาขาปัตตานี สำหรับผู้ที่ขึ้นทะเบียนได้ ก็เป็นบุคคลที่เคยแจ้งรายชื่อไว้ เมื่อปี 2546 หลังปี 2546 นั้น ขึ้นไม่ได้

“ส่วนที่ทางผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก ได้มีการขอเปิดรับใหม่ 2547 ดังนั้น ก็จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม 2547 จนถึงปัจจุบัน ถอนบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ให้เป็นนกธรรมดา และให้ชะลอการจับกุมนกกรงหัวจุก เรื่องทั้งหมดเกินอำนาจของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 โดยจะขึ้นอยู่กับรัฐบาล เพราะเป็นปัญหาระดับชาติ” คุณธนิต กล่าว

ทาง คุณสุรเทพ บุญญวัฒน์วณิชย์ นายกสมาพันธ์ผู้เพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุกแห่งประเทศไทย บอกเล่าว่า นกกรงหัวจุกเป็นนกเศรษฐกิจของประเทศ โดยเมื่อปี 2546 แจ้งลงทะเบียนไว้ ประมาณ 400,000 ตัว และจนถึงขณะนี้นกกรงหัวจุกได้ขยายผลเติบโตขึ้น มีประมาณ 2 ล้านตัว โดยมีผู้เลี้ยงกว่า 1 ล้านคน โดยเฉพาะที่เป็นฟาร์มประมาณเกือบ 1,800-1,900 ฟาร์ม

“โดยเฉพาะฟาร์มนกกรงหัวจุกของตน จำนวน 12 กรง เพราะพันธุ์มีผลผลิตประมาณ 10 ตัว/กรง ได้ประมาณ 120 ตัว/ปี ราคา 1,500 บาท ถึง 2,500 บาท/ตัว และหากเป็นนกกรงหัวจุกที่แข่งขันได้ ประมาณ 25,000-50,000 บาท/ตัว”

คุณสุรเทพ ยังบอกอีกว่า นกกรงหัวจุก มีเงินหมุนสะพัดขณะนี้ ประมาณ 3 ล้านบาท/วัน แต่หากเป็นช่วงเศรษฐกิจดี ประมาณ 5 ล้านบาท/วัน ภาพรวมทั้งประเทศ ประมาณ 90 ล้านบาท/เดือน หากทั้งปีรวมแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท โดยจะขยายไปถึงผู้ประกอบอาชีพ เช่น อาหารของนกกรงหัวจุกที่ขายได้ เพาะหนอน ตั๊กแตน ไข่มดแดง มะละกอ พริก บวบ และกล้วย อาชีพทำกรงนก ไม้ไผ่ ทำตะขอ พ่นสีกรงนก กลึงหัวกรงนก ฯลฯ

“ผู้บริหารประเทศ จะต้องมีมุมมองถึงกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงนกกรงหัวจุกว่า นกกรงหัวจุกเป็นประเพณีมาเป็นร้อยปีแล้ว และยังเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญอีกด้วย ภาครัฐและรัฐบาลควรเปิดโอกาส และหันมาส่งเสริมสนับสนุนอาชีพนี้อย่างจริงจังจะดีกว่า”

เรื่องการประกอบอาชีพนกกรงหัวจุก เคยนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อปลดล็อกกฎหมายออกจากสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ก็มาถูกคว่ำที่วุฒิสภา ความจริงหลายประเทศได้ปลดล็อกนกกรงหัวจุกออกจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เช่น ประเทศมาเลเซีย ประมาณ 3 ปี แต่ไทย บรรดานักอนุรักษ์และนักคุ้มครองสัตว์ป่า ทำการคัดค้าน ทั้งจากปลัดกระทรวง เอ็นจีโอ และนักอนุรักษ์

“นกกรงหัวจุกตอนที่เศรษฐกิจดี มีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ล้านบาท ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท/เดือน” คุณวรเทพ กล่าว