โรคนิ้วล็อก

ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทกับการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ที่ใช้ในการทำงาน อัพเดตข่าวสาร แชตคุยกับเพื่อน เล่นเกมตลอดเวลา ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เสี่ยงต่อโรคนิ้วล็อก

นพ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ให้ข้อมูลว่า ผู้ที่เข้าข่ายนิ้วล็อก รวมถึงคนที่ซักผ้าด้วยมือ ถือถุง หิ้วตะกร้า ทำกับข้าว พ่อครัว แม่ค้า คนทำไร่ทำสวน ช่างไม้ ช่างทำผม ช่างตัดเสื้อผ้า ผู้ที่ชอบ     ตีกอล์ฟ เทนนิส แบดมินตัน นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยโรคข้ออักเสบชนิดรูมาตอยด์

โรคนี้เกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้วที่บริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่งโคนนิ้ว มีโอกาสเป็นได้ทุกนิ้ว ผู้ป่วยจะมีอาการนิ้วล็อก กำมือ งอนิ้วได้ แต่เวลาเหยียดออกนิ้วใดนิ้วหนึ่งจะเหยียดไม่ออกเหมือนโดนล็อกไว้ ซึ่งอาการมี 4 ระยะ คือ 1. อาการปวดบริเวณฝ่ามือตรงกับโคนนิ้วมือ และมีอาการมากขึ้นเมื่อกดหรือบีบบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้า 2. เมื่องอแล้วเหยียดข้อนิ้วจะสะดุด และปวดเพิ่มมากขึ้น 3. เมื่องอนิ้วลงไปแล้วจะติดล็อกไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ หรืออาจมีอาการมากขึ้นจนไม่สามารถงอนิ้วได้ 4.   มีอาการอักเสบบวมมากจนนิ้วบวมติดอยู่ในท่างอเล็กน้อยไม่สามารถเหยียดให้ตรงได้ หากพยายามเหยียดจะทำให้ปวดมาก

นพ. สมพงษ์ ตันจริยภรณ์ ผู้อำนวยการ รพ.เลิดสิน กล่าวว่า ในการรักษานั้น หากเป็นระยะที่ 1 และ 2 กินยาเพื่อลดอาการอักเสบ บวม ปวด ร่วมกับการแช่น้ำอุ่นวันละ 2-3 ครั้ง และหยุดพักใช้มือ ตลอดจนนวดเบาๆ ใช้ความร้อนประคบและออกกำลังกายเหยียดนิ้ว ส่วนระยะที่ 3 ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ แต่มีข้อจำกัด ไม่ควรเกิน 2 หรือ 3 ครั้ง ต่อ 1 นิ้วที่เป็น และระยะที่ 4 ต้องผ่าตัด

โรคนี้ป้องกันได้โดยไม่หิ้ว หรือ ยกของหนัก ถ้าจำเป็นควรใช้ผ้าขนหนู ผ้านุ่มๆ รองและหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือแทนที่จะให้น้ำหนักตกที่ข้อมือ หรืออุ้มประคอง หรือใช้รถเข็น รถลาก ไม่ควรบิดผ้าซักผ้าด้วยมือ และควรพักมือเป็นระยะๆ

ที่มา : ขอบคุณข้อมูลจากมติชนรายวัน