‘ภาษีบุหรี่’ สะเทือน ‘ไร่ยาสูบ’

การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่เมื่อเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา ทำให้กลไกราคาในตลาดบุหรี่ไทยเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เนื่องจากภาษีสรรพสามิตถูกบวกเข้าไปในการขายบุหรี่ไทยเพิ่มขึ้น ในขณะที่บุหรี่ต่างประเทศสามารถลดราคาลงมาแข่งขันกันโดยอาศัยช่องว่างของระดับภาษีทำให้เสียภาษีน้อยลง ตั้งราคาได้ถูกลง กินส่วนแบ่งตลาดของบุหรี่ไทยได้จำนวนมาก จนทำให้ยอดขายบุหรี่ของโรงงานยาสูบที่เป็นรัฐวิสาหกิจตกต่ำลงจนผลประกอบการเฉียดขาดทุน

ยอดขายที่ตกลงของบุหรี่โรงงานยาสูบ เช่น ยี่ห้อกรองทิพย์ กรุงทอง ฯลฯ จากเดิมปีละ 27,000 ล้านมวน เหลือเพียงปีละ 17,000 ล้านมวน ส่วนแบ่งตลาดลดลงจากร้อยละ 85 เหลือเพียงร้อยละ 56 ตามที่คาดการณ์ในปี 2561 ทำให้ปริมาณสต็อกใบยาสูบของโรงงานยาสูบล้นคลัง จากเดิมที่โรงงานยาสูบแห่งประเทศไทยสามารถรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรเพื่อเก็บไว้ผลิตได้สำรองเป็นเวลา 18 เดือน แต่ปัจจุบันปริมาณสำรองยาสูบมีมากถึง 80  เดือน เป็นเหตุให้โรงงานยาสูบแห่งประเทศไทยประกาศงดรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรตามโควต้าที่เคยกำหนดไว้ ซึ่งอาจงดรับซื้อนานถึง 3 ปี

การทำไร่ยาสูบถือเป็นเกษตรกรรมที่สร้างงาน สร้างรายได้ ให้แก่เกษตรกรในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคอีสานของไทย เช่น แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ สุโขทัย หนองคาย นครพนม ร้อยเอ็ด โดยเป็นพืชไร่ตามฤดูกาลที่จะปลูกในต้นฤดูหนาวเดือนพฤศจิกายนและเก็บเกี่ยวเมื่อสิ้นสุดฤดูหนาวในเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม จากสถิติในปี 2561 พื้นที่ปลูกยาสูบของประเทศไทยมีประมาณ 111,612 ไร่ มีเกษตรกรปลูกยาสูบ 22,075 ครัวเรือน มูลค่าตลาดใบยาสูบแห้งอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็นการขายให้โรงงานภายในประเทศและส่งออกยังต่างประเทศ โดยตลาดสำคัญได้แก่ พม่าและกัมพูชา ราคาเฉลี่ยใบยาสูบอยู่ที่กิโลกรัมละ 55 บาท ซึ่งถือว่าเป็นพืชไร่ที่สร้างรายได้ดีเมื่อเทียบกับการทำนาหรือพืชไร่ชนิดอื่น

การงดรับซื้อบุหรี่ของโรงงานยาสูบ ถือว่าสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวไร่ยาสูบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์และสุโขทัย ที่มีพื้นที่ปลูกยาสูบจำนวนมากในพื้นที่เชิงเขาที่เหมาะสมกับใบยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย เบอร์เวีย และเตอร์กิช เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างเสถียรภาพทางรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

หากโรงงานยาสูบงดรับซื้อใบยาสูบถึงสามปี เกษตรกรก็จำเป็นจะต้องหาพืชชนิดอื่นหรือหาอาชีพอื่นทดแทน ซึ่งต้นทุนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นั้น เกษตรกรต้องแบกรับไว้เองแม้ว่าต้นเหตุจะมาจากนโยบายของภาครัฐก็ตาม ทำให้กลุ่มเกษตรกรไร่ยาสูบในจังหวัดต่างๆ เกิดความไม่พอใจต้องออกมาเรียกร้องให้แก้ปัญหานี้เป็นการด่วน

ทางโรงงานยาสูบแห่งประเทศไทยก็มีแผนเพื่อปรับตัวรองรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว โดยเฉพาะการเปลี่ยนเป้าหมายสินค้าและตลาดเป็นการส่งออกบุหรี่ไทยไปยังตลาดต่างประเทศ แทนที่จะเป็นการส่งออกเพียงใบยาแห้งหรือยาเส้น แต่ยังติดขัดที่ พ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทย ที่จะแปรรูปโรงงานยาสูบให้เป็นรัฐวิสาหกิจนิติบุคคลกึ่งเอกชนนั้นยังติดค้างอยู่ที่ขั้นตอนของสภา ทำให้การทำตลาดร่วมกับต่างชาติที่สนใจลงทุนยังไม่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย

นอกจากผลกระทบต่อเกษตรกรทางตรงแล้ว ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรไร่ยาสูบก็พลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เศรษฐกิจหลักมาจากใบยาสูบ เศรษฐกิจภายในชุมชนก็พลอย  ซบเซาตามไป รวมถึงสโมสรยาสูบ เอฟซี ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้ายุทธจักรลูกหนัง ได้แชมป์ไทยแลนด์ลีก  มาก่อน ก็ต้องยุบทีมลงไปในปีนี้เช่นกัน

จากการประเมินคาดว่า ภาษีสรรพสามิตยาสูบจะเก็บได้เพิ่มขึ้น 1,500 ล้านบาท ในปี 2561 แต่โรงงานยาสูบจะประสบภาวะขาดทุน 1,575 ล้านบาท จากเดิมที่ได้กำไรและส่งเงินเข้าคลังมากถึง 8,816 ล้านบาทในปี 2560 การปรับขึ้นภาษีแต่ละชนิด จึงมิใช่แค่การมองเพียงตัวเลขยอดจัดเก็บภาษีที่จะได้ แต่พึงประเมินผลกระทบในวงกว้างที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องตามกันให้รอบคอบ

ที่มา : ขอบคุณข้อมูลจากมติชนรายวัน