ชาวบ้านแห่เก็บใบอังกาบหนูไปต้มกินหวังหายจากโรคร้าย-ด้านแพทย์ยันรอผลวิจัย

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.61 จากกระแสในโรคออนไลน์ อ้างถึงสรรพคุณของใบอังกาบหนู ว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ และหายมาแล้วกว่า 10 รายนั้น ล่าสุดที่วัดโบสถ์ ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย มีชาวบ้านจากหลายจังหวัดเดินทางมาขอคำปรึกษา พระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (เมืองโบราณบางขลัง) พร้อมขอเก็บใบ และต้นอ่อนกลับไป เพื่อหวังว่าจะช่วยบรรเทาโรคมะเร็งที่ญาติป่วยและกำลังรักษาอยู่ให้หายได้ จากต้นที่เคยเป็นพุ่มใหญ่ ตอนนี้ใบเริ่มบางตาลง จนเจ้าอาวาสต้องแจ้งกับผู้ที่มาขอใบต้นอังกาบหนูว่า ไม่หวง แต่อยากให้แบ่งๆกัน เหลือให้คนที่มาทีหลังบ้าง และให้แบ่งไปปลูกที่บ้านได้แค่นำก้านไปปักชำก็สามารถแตกยอดออกมาได้ง่ายๆ ต้นนี้มีขึ้นอยู่ทั่วไปในที่ชุ่มน้ำปลูกขึ้นง่าย โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาถึงวัดให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย

โดยพระครูพิพัฒน์สุตากร ได้เล่าว่า ที่ทราบสรรพคุณของใบอังกาบหนูนั้น เกิดจากพี่ชายของท่านป่วยเป็นมะเร็ง หลอกลมและมีชาวพิษณุโลกท่านหนึ่งได้บอกเล่าให้ฟังว่าให้ไปหาใบอังกาบหนูมาต้มดื่มน้ำเช้า เย็น พอแพทย์บอกว่าหมดทางรักษาและให้กลับไปพักที่บ้าน จึงได้หาใบของต้นอังกาบหนูมาต้ม และหยอดน้ำใบอังกาบหนูผ่านทางท่ออาหารให้พี่ชายกิน หลังจากนั้น 3 วันแผลก็เริ่มดีขึ้น อีก 6 เดือนให้หลังก็หายจากโรคมะเร็ง และยังมีชีวิตอยู่จนปัจจุบัน พี่ชายอายุ 52 ปี จากนั้นได้บอกต่อให้ชาวบ้านนำต้นอังกาบหนูไปปลูก เพราะต้นอังกาบหนูขึ้นง่าย เก็บไว้เป็นยาสมุนไพรประจำบ้าน เนื่องจากยังมีสรรพคุณตั้งแต่ราก จนถึงใบ ดอกนำมาตากแห้งใช้ปรุงเป็นยาสมุนไพร ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยเจริญธาตุไฟได้ดีมาก รากหรือใบใช้เป็นยาลดไข้ ช่วยขับเสมหะ ช่วยแก้หวัดด้วยการนำใบมาคั้นกิน ใบอังกาบหนูใช้เคี้ยวแก้อาการปวดฟันได้ ผสมกับน้ำผึ้งช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน บางคนใช้ใบผสมมะนาวบดทากลากเกลื้อน ช่วยรักษาโรคคัน อีกทั้ง ช่วยแก้อัมพาต รักษาโรคปวดตามข้อ โรครูมาติซั่ม หรือใช้ทาแก้อาการปวดหลัง แก้ปวดบวม และเพื่อเยียวยารักษาโรคมะเร็ง และเบาหวาน

นางอำนวย มาภู อายุ 63 ปี บ้านเลขที่ 37 ม.9 ต.บ้านไร่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ยืนยันว่าตนเองกินน้ำต้มใบอังกาบหนูมาตั้งแต่ ปี 2558 ซึ่งตอนนั้นต้องตัดหน้าอกข้างขวาทิ้งเพราะเป็นมะเร็ง หลังจากให้คีโมครบ 6 ครั้ง ตนก็ได้เริ่มกินน้ำต้มใบอังกาบมาตลอด หลังจากกินไปได้ 3 เดือน ก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลตามหมอนัด ก็ไม่พบว่ามีค่ามะเร็ง จากนั้นตรวจร่างกายต่อเนื่องทุกปี สุขภาพดีมาตลอด เชื้อมะเร็งหายไปจนหมด โดยต้นที่ปลูกได้รับมาจากเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ และมาขยายต่อปลูกทั่วไปแทบทุกบ้าน จนชาวบ้านเรียกกันว่าต้นป่าช้าเหงา

ทางด้าน นายแพทย์สมศักดิ์ นุกูลอุดมพานิชย์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สุโขทัย กล่าวว่าได้ให้ทางแพทย์แผนไทยค้นข้อมูลทางวิชาการ ซึ่งมีหลายโรคที่บอกว่ากินแล้วหายคงต้องเข้าไปสอบถามเพิ่มเติม โดยในทางการแพทย์ ยังไม่มีแหล่งข้อมูลไหนที่ยืนยันว่ามันสามารถช่วยหรือมีส่วนรักษามะเร็งได้จริง และขอให้คำนึงถึงปริมาณในการกินด้วยเพราะอาจมีผลกระทบต่อไต

ที่มา : มติชนออนไลน์