เพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียน ที่เชียงใหม่ ต้นกำเนิดไข่ปลาล้ำค่า “คาเวียร์”

ในประเทศไทย ปลาสเตอร์เจียน ได้มีการทดลองเลี้ยงในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ บ้านนามน หมู่ที่ 7 (ดอยดำ) ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อปี พ.ศ. 2548 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้กรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการหาแนวทางพัฒนาการเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนบนพื้นที่สูง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้มีอาชีพ

คุณสมพร กันธิยะวงศ์ (ใส่หมวกลายพราง) กำลังตรวจไข่ปลาด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ เพื่อนำปลาไปทำคาเวียร์

คุณสมพร กันธิยะวงศ์ นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เขต 1 (เชียงใหม่) เล่าถึงความเป็นมาของโครงการว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มีพระราชเสาวนีย์ให้กรมประมงหาพันธุ์ปลาที่สามารถเลี้ยงได้บนดอย หรือในที่มีอากาศหนาวเย็นมาเพาะเลี้ยง เพื่อสร้างอาชีพ สร้างช่องทางทำมาหากินให้กับชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งปกติทั่วไป บนพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจะไม่ค่อยมีใครเลี้ยงปลา เนื่องจากน้ำเย็น ทางเราจึงได้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อหาพันธุ์ปลาที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศอันหนาวเย็นของที่นี่…ปลาสเตอร์เจียน เป็นปลาที่เหมาะสม และตอบโจทย์มากที่สุด เพราะเป็นปลาที่ชื่นชอบน้ำเย็น จึงถือโอกาสนำเข้าจาก 2 ประเทศ คือประเทศเยอรมนี และรัสเซีย เป็นสายพันธุ์ สเตอร์เจียนไซบีเรีย

การเพาะพันธุ์ปลาสเตอร์เจียน

ปลาสเตอร์เจียน นับว่าเป็นปลาที่ยังใหม่สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีการเพาะเลี้ยงอย่างแพร่หลาย นอกจากโครงการของหลวง เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพภูมิอากาศ และอุณหภูมิน้ำที่ใช้เลี้ยง เรียกได้ว่าหากไม่ได้มีบ้านอยู่บนเขาบนดอยก็หมดสิทธิ์เลี้ยงกันไปเลย ด้วยข้อจำกัดที่ยาก ทุกคนคงเข้าใจว่าต้องเลี้ยงยากแน่ๆ เพราะเป็นปลาสายพันธุ์จากต่างประเทศ จริงๆ แล้ว วิธีการเลี้ยงการดูแลปลาสเตอร์เจียนไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงยาวนานถึง 8 ปี ปลาถึงจะให้ไข่ หรือที่เรารู้จักกันคือ “ไข่ปลาคาเวียร์” โดยจะเริ่มการเพาะพันธุ์ในช่วงใกล้หมดฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ถือว่าเป็นฤดูเพาะพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุด การเพาะพันธุ์ใช้วิธีฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมน โดยวิธีผสมเทียม

ปลาสเตอร์เจียน อายุ 8 ปี พร้อมให้ไข่

 

ผลิตภัณฑ์ไข่ปลาคาเวียร์ ขนาด 25 กรัม ราคา 1,300 บาท

วิธีการเลี้ยง

วิธีการเลี้ยงไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก โรคไม่มี มีข้อจำกัดอย่างเดียว คือเรื่องอุณหภูมิของน้ำ ปลาสเตอร์เจียนเป็นปลาที่ชอบน้ำเย็น ดังนั้น น้ำที่ใช้เลี้ยงควรมีอุณหภูมิอยู่ที่ระหว่าง 12-20 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิเกินนี้ จะส่งผลให้ปลาเครียดไม่กินอาหาร เนื่องจากเป็นปลาเมืองหนาว อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นอาหารเม็ดลอยน้ำ โปรตีน 45 เปอร์เซ็นต์ กิโลกรัมละ 50 บาท ให้ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักปลา วันละ 1 ครั้ง

บ่อเลี้ยงธรรมชาติ ผันน้ำจากลำห้วย

บ่อเลี้ยง…ทางศูนย์มีบ่อเลี้ยงจำนวน 10 บ่อ เป็นบ่อปูนซีเมนต์ ขนาด 120 ตารางเมตร ปล่อยปลาได้ 1,000 ตัว ใช้วิธีเบี่ยงน้ำจากลำห้วยเข้าบ่อ

ความสะอาด…ต้องคำนึงเป็นพิเศษ ต้องหมั่นทำความสะอาดบ่อเลี้ยง ไล่น้ำออก ถอดท่อ เพื่อระบายน้ำบางส่วนออกแล้วเติมน้ำใหม่เข้ามา

ระบบน้ำ..เป็นระบบธรรมชาติ ใช้น้ำจากความเย็นบนพื้นที่สูง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะให้ความเย็นแบบนี้ต้องเป็นเขตป่า เขตอุทยานฯ เท่านั้น เอกชนโดยทั่วไปไม่สามารถทำได้

ระยะเวลาในการเลี้ยง…ใช้เวลา 8 ปี จึงจะสมบูรณ์พันธุ์ มีไข่ ทำคาเวียร์ได้ เพาะพันธุ์ต่อได้ แต่ใน 1 รุ่น ไม่ได้มีไข่ออกในระยะ 8 ปี เท่ากันทุกตัว บางตัวใช้เวลา 9 ปีคละกันไป

น้ำหนัก-การให้ไข่…ปลา 1 ตัว ให้ใข่ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว อย่างเช่น ปลาอายุ 8 ปี มีน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ให้ไข่ 1-1.5 กิโลกรัม

มีไข่ออกขายจริงๆ คือ ช่วงเดือนกันยายน-เดือนเมษายนของทุกปี ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 50,000 บาท

ลากอวนเพื่อการคัดปลา

กระบวนการแปรรูปและการตลาด

การแปรรูปไข่ปลาคาเวียร์ ทางศูนย์มีกระบวนการแปรรูปเอง โดยการนำไข่ปลาผสมกับเกลือ

เกลือที่ใช้เป็นดอกเกลือแกงคุณภาพสูง จากฟาร์มทะเลตัวอย่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริเพชรบุรี จำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ “ศิลปาชีพ” อีกส่วนรับผลิตตามออเดอร์ลูกค้า เนื่องจากไข่ปลาคาเวียร์ยังใหม่สำหรับคนไทย บางส่วนยังไม่เชื่อมั่นกับรสชาติไข่ที่ผลิตในประเทศไทย

“ยังติดรับประทานของนอกอยู่ ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นโรงแรม นำไปรังสรรค์เมนูและใช้ประดับอาหารราคาแพง” และมีความเชื่อว่าไข่ปลาคาเวียร์เป็นอาหารของชนชั้นสูง บ่งบอกถึงฐานะ บางตำราเล่าว่าผู้ดีมีเงินมักนำไข่ปลาคาเวียร์ให้ลูกน้อยรับประทานตอนไม่สบาย เพราะถือว่าเป็นของดีสุดยอดอาหาร” คุณสมพร บอก

กำลังจับปลาเพื่อไปทำคาเวียร์

แนะนำสำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากเลี้ยง

คุณสมพร บอกว่า การเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนนับเป็นอาชีพใหม่ที่น่าสนใจ เพราะในประเทศไทยยังมีคนที่มีฐานะอีกมาก คนรวยก็ยังนิยมรับประทาน แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ การลงทุนที่มากพอสมควร ทั้งในเรื่องของพื้นที่ และอีกสิ่งที่ต้องคำนึงคือ การตลาด ถ้าภาคเอกชน หรือเกษตรกรท่านใดสนใจอยากเลี้ยง คือต้องมีลู่ทางการตลาด ไข่ปลาคาเวียร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูง ต้องหาช่องทางขายสินค้าให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายให้ได้ ถ้าไม่มีการตลาดก็จบ เพราะในการเลี้ยงต้องใช้เงินทุนสูง มีระบบน้ำที่ควบคุมอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี ส่วนความรู้นั้นคุณสมพรบอกไม่ยากเลย หมั่นศึกษาหาความรู้ หรือเข้ามาเรียนรู้งานที่ศูนย์ได้ แต่หากท่านมีตลาดแล้วก็ไม่ยาก ที่ผ่านมาประเทศไทยจะใช้คาเวียร์ รับประทานคาเวียร์ที่สั่งจากต่างประเทศ มีส่วนน้อยมากที่รู้จักคาเวียร์ที่ผลิตในประเทศไทย ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี และถ้าคนไทยหันมาซื้อของไทย จะได้ถูกกว่า และได้ช่วยเหลือคนไทยด้วยกันให้มีอาชีพที่ยั่งยืน

สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียน หรือศึกษาเป็นความรู้ เชิญปรึกษาหรือเยี่ยมชมงานได้ที่ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยดำ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (081) 724-4516

บทความก่อนหน้านี้บึงกาฬจัดเต็ม “งานวันยางพาราบึงกาฬ 2562” เอาใจชาวสวนยางได้เรียนรู้นวัตกรรม-เปิดตลาดยางไทยสู่เวทีโลก
บทความถัดไปไก่พื้นบ้าน บางระจัน เลือดแท้ ทำตลาดส่งออก