“กรมป่าไม้” สั่งฟันนายทุนอ้าง ส.ค.1 ทำเนียนขอตัดไม้ป่าสงวนฯ ห้วยมะหาด-ภูนั่งยอง

จากกรณีชาวบ้านในชุมชนเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ร้องเรียนไปยังกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่า มีกลุ่มนายทุนอ้างเอกสารสิทธิที่ดินทำหนังสือขออนุญาตเข้าไปตัดไม้บนเขาภูนั่งยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยมะหาด-เขานั่งยอง หลังกรมป่าไม้มีการแก้ไขกฎหมายใหม่ ให้สามารถขออนุญาตตัดไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ได้ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวชาวบ้านได้ร่วมกันปลูกและดูแลรักษาต้นไม้มานานกว่า 20 ปี ซึ่งเบื้องต้นพบมีการตัดไม้ประดู่ขนาดใหญ่ ประมาณ 1 คนโอบ สูงเกือบ 5-6 เมตร ถูกตัดไปแล้ว 1 ต้น และยังมีการพ่นสีหมายเลขลงบนต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เตรียมเข้าไปตัดบนเขาอีกประมาณ 300-500 ต้น โดยพบว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นภูเขาอยู่ติดกับบริเวณที่ได้รับสัมปทานโรงโม่หินของบริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม นายอรรถพล เจริญชันษา ว่าที่อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบ และดำเนินคดีสืบหาตัวผู้กระทำผิดแล้ว ทั้งนี้หนังสือที่กลุ่มนายทุนใช้อ้างกับชาวบ้านนั้น จากการที่ตนตรวจสอบพบว่า ไม่ใช่หนังสือขออนุญาตตัดไม้ในที่เอกสารสิทธิ แต่เป็นหนังสือชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เรื่องการใช้งานระบบการจัดเก็บข้อมูลการปลูกต้นไม้ (e-Tree) และระบบการขอและออกหนังสือรับรองไม้ทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งออกไปยังราชอาณาจักร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการขออนุญาตตัดไม้ในที่ดินเอกสารสิทธิ ตามกฎหมายใหม่ของกรมป่าไม้

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ในส่วนหนังสือขออนุญาตตัดไม้ในที่ดินเอกสารสิทธิที่มีบุคคลรายหนึ่งทำเรื่องขออนุญาตตัดไม้ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาที่กรมป่าไม้นั้น ได้อ้างเอกสารสิทธิ ส.ค. 1 รวม 180 กว่าไร่ ซึ่งตรวจสอบเบื้องต้นไม่น่าจะตรงแปลงกับบริเวณดังกล่าว และไม่น่าเป็นไปได้ที่ ส.ค. 1 บางแปลงจะมีเนื้อที่ใหญ่ขนาดนั้น โดยพบข้อพิรุธหลายอย่างว่าน่าจะเป็น ส.ค. 1 ที่ออกโดยมิชอบหรือไม่ นอกจากนั้น บุคคลที่ทำเรื่องขออนุญาตตัดไม้ในบริเวณดังกล่าวยังมีชื่อไม่ตรงกับผู้ครอบครองเอกสารสิทธิ ส.ค. 1 ที่นำมาอ้าง ซึ่งตามหลักกฎหมายบุคคลที่จะมาขออนุญาตตัดไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ต้องเป็นเจ้าของที่ดิน และเป็นที่ดินที่ออกเอกสารสิทธิโดยชอบตามกฎหมายเท่านั้น ถ้าไม่ใช่ที่ดินของตัวเองก็ไม่สามารถนำมาขออนุญาตตัดไม้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและแจ้งความดำเนินคดี โดยรวมถึงการใช้เอกสารหลักฐานต่างๆ ที่อาจเป็นเท็จด้วย

ที่มา : มติชนออนไลน์
บทความก่อนหน้านี้เกษตรกรบึงกาฬจัดสรรสวนยางพารา สร้างรายได้หลักแสนต่อปี
บทความถัดไปสศก. ปลื้ม งบกองทุน เอฟทีเอ 25 ล. ช่วยยกระดับ โคเนื้อ-โคขุน จนแข่งขันได้กับต่างชาติ