ฟื้นภูมิปัญญา น้ำบ่อตอก นวัตกรรมการจัดการน้ำในฤดูแล้ง

บ้านนางอย ตำบลเต่างอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร ในอดีตเป็นหมู่บ้านทุรกันดาร ตั้งอยู่บนพื้นที่สูง ห่างไกลความเจริญ ชาวบ้านมีฐานะยากจน อาชีพทำนาปีอาศัยฝนเป็นหลัก ไม่มีอาชีพเสริม เนื่องจากภูมิประเทศเป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำ ขาดแคลนน้ำ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรบ้านนางอย และให้เป็นหมู่บ้านในโครงการพระราชดำริ และมีพระราชดำรัสให้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ เพื่อกักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคและเป็นแหล่งน้ำทางด้านการเกษตรและการประมงแก่ชาวบ้านในหมู่บ้านนางอยและหมู่บ้านใกล้เคียงได้มีอาชีพ และทรงให้มีการจัดตั้งโรงงานหลวงขึ้น เพื่อรองรับผลผลิตทางการเกษตรของราษฎรนำไปแปรรูป เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่  

หลังจากมีอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ ชาวบ้านได้ใช้น้ำในการทำเกษตรเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง อาทิ มะเขือเทศ พริก ฯลฯ ผลผลิตส่งขายเข้าโรงงานหลวงดอยคำที่เข้ามาส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้งของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือ ความต้องการน้ำใช้ในการเพาะปลูก เริ่มขาดแคลนและไม่เพียงพอ เป็นที่มาของโครงการวิจัยการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่เหมาะสมกับพืชฤดูแล้ง โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและภาคเครือข่ายในเขตพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ ตำบลเต่างอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

ดร.ปทุมทิพย์ ม่านโคกสูง อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครในฐานะสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ได้เข้าไปจัดเวทีระดมความคิดกับชาวบ้าน และหน่วยงานท้องที่ท้องถิ่นอำเภอเต่างอย ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน และเกษตรกร ทั้งชาวบ้านจากบ้านนางอย และบ้านโพนปลาโหล เพื่อร่วมกันหาแนวทางการบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ เพื่อการปลูกพืชฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของเกษตรกรผู้ใช้น้ำ เพื่อความยั่งยืน

“จากการบอกเล่าของชุมชนพบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยค้อจะไม่เพียงพอในการปลูกพืชฤดูแล้งและการปลูกข้าวนาปีในปีที่มีน้ำฝนน้อย นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการบริหารจัดการน้ำในด้านการควบคุมปริมาณ การเปิดปิดน้ำจากอ่างเก็บน้ำ ปัญหาการปล่อยน้ำให้ท่วมพื้นที่การเกษตรของผู้อื่น ปัญหาการทำรูผีเพื่อลักลอบปล่อยน้ำเข้าที่นาของเกษตรกรที่ไม่มีคลองส่งน้ำผ่าน รวมถึงการขาดระบบและกลไกบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ และขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำของผู้ใช้น้ำ จึงนำมาสู่การศึกษาวิจัยการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่เหมาะสมกับพืชฤดูแล้ง โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรขึ้น เมื่อปี 2558”

โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research หรือ PAR) ซึ่งเป็นรูปแบบการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานการวิจัย เพื่อการมีส่วนร่วม ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิจัย การร่วมเรียนรู้เทคนิควิธีการแบบวิจัยชุมชน เพื่อพัฒนาโจทย์กระบวนการแก้ไขปัญหาชุมชนบนฐานของชุมชน (Community Based Research : CBR) การพัฒนากลุ่มนักวิจัยไทบ้านและคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เก็บข้อมูลภาคสนาม สำรวจการปลูกพืชฤดูแล้ง ปริมาณการใช้น้ำ ปริมาณน้ำในอ่าง การใช้แบบสัมภาษณ์ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการน้ำเพื่อการปลูกพืชฤดูแล้ง การจัดทำสนทนากลุ่มผู้ใช้น้ำ คณะกรรมการผู้ใช้น้ำ ชลประทาน โรงงานหลวง และเกษตรอำเภอ นำข้อมูลที่ได้มาร่วมวิเคราะห์ รวมทั้งการทำ Mapping หรือแผนที่โซนผู้ใช้น้ำ และการคืนข้อมูลแก่ชุมชน รวมระยะเวลาในการดำเนินโครงการทั้งสิ้น 1 ปี 6 เดือน

นวัตกรรมชุมชน น้ำบ่อตอก

จากการศึกษาพบว่า ด้วยสภาพพื้นที่บ้านนางงอย และบ้านโพนปลาโหล เป็นที่ราบเชิงเขา สภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายไม่อุ้มน้ำ มีการปลูกพืชฤดูแล้ง อาทิ มะเขือเทศ ข้าวโพดฝักอ่อน มันสำปะหลัง มันฝรั่ง ข้าวโพดฝักสด หลังฤดูเกี่ยวข้าว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ในพื้นที่ 4,000 ไร่ โดยใช้น้ำจากระบบชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยค้อเพียงอย่างเดียว ซึ่งจากการวิจัยทำให้ได้ข้อค้นพบที่สำคัญคือ ในอดีตชุมชนใช้น้ำโดยพึ่งพาน้ำจากธรรมชาติ เช่น ลำห้วย หนอง บึง และมีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรียกว่า “น้ำบ่อตอก” ถือเป็นนวัตกรรมชุมชนในการจัดการน้ำแบบบ้านบ้าน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นปู่ย่าตายายที่บ่งบอกถึงการพึ่งพาตนเองที่จะอยู่กับธรรมชาติ เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ค้นหาในสิ่งที่จะทำให้คนในชุมชนอยู่รอดจากการหาแหล่งน้ำมาใช้ในการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ในอดีต

“น้ำบ่อตอก” คือภูมิปัญญาของเกษตรกรในการใช้น้ำที่สูบจากลำห้วยมาใช้เพิ่มเสริมน้ำจากคลองส่งน้ำ เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ ปลูกผักสวนครัว และเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป็นหลัก เมื่อเกิดปรากฏการณ์ขวยแมงมอในอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติว่าน้ำในอ่างจะหมด นอกจากนี้ พบว่าในอดีตชาวบ้านจะมาช่วยกัน เรียกว่าการละวาน เพื่อช่วยกันทำเหมืองดานเลา (หรือลานหิน) สำหรับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้แบบพออยู่พอกิน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณที่คนในชุมชนช่วยกันคิดค้นการเก็บน้ำจากธรรมชาติไม่ให้ไหลทิ้งหรือไหลบ่าลงไปในที่ที่ไม่ใช่พื้นที่เกษตร ทำให้เห็นว่าวิถีชีวิตของชุมชนในอดีตอยู่กันแบบพึ่งพิงธรรมชาติ ไม่ได้พึ่งพาภายนอก แต่หลังจากที่มีระบบชลประทานเข้ามา ทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนไป จากที่เคยร่วมมือร่วมแรงก็หายไป เกษตรกรไม่พึ่งตนเอง รอคอยการช่วยเหลือและงบประมาณจากรัฐเท่านั้น ขาดการมีส่วมร่วม ขาดความเอื้ออาทร ต่างคนต่างขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งมากขึ้น ใช้น้ำมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิตมากๆ ส่งโรงงานหลวง จนในที่สุดความสามัคคีหายไป ชุมชนเกิดความอ่อนแอ

ประชุมร่วมกับชุมชน

หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า บทเรียนที่ได้จากงานวิจัยนี้ ทำให้ชุมชนเกิดความต้องการที่จะรื้อฟื้นภูมิปัญญาการจัดการน้ำแบบบ้านบ้าน “น้ำบ่อตอก” มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบชลประทานอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการน้ำสมัยใหม่ เพื่อหาแนวทางหรือกลไกการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่เหมาะสมกับพืชฤดูแล้งโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐตลอดเวลา และผลจากการศึกษา นอกจากได้ค้นพบและมีการรื้อฟื้นภูมิปัญญาน้ำบ่อตอกแล้ว ยังมีการใช้ภูมิปัญญา ภูมินิเวศ สร้างการมีส่วนร่วมหรือการละวานในการทำเหมืองดานเลา เพื่อไม่ให้น้ำไหลบ่าทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ชุมชนหันมาพูดคุยพบปะกัน ความขัดแย้งลดลง อีกทั้งยังได้ร่วมกันกำหนดกฎระเบียบข้อบังคับกติกาชุมชนของผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำห้วยค้อขึ้นบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่ไม่ใช่เป็นเพียงเสือกระดาษ โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2559

นอกจากนี้ ยังทำให้ชุมชนโดยเฉพาะนักวิจัยชุมชนได้พัฒนาศักยภาพตนเอง ได้เรียนรู้การจัดการน้ำจากการทำวิจัยไทบ้าน ได้รู้ข้อมูลของชุมชนด้านการใช้น้ำ ได้รื้อฟื้นภูมิปัญญาน้ำบ่อตอก ส่วนกรรมการผู้ใช้น้ำยังได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชน และนำไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้กับคณะกรรมการผู้ใช้น้ำ เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของการใช้น้ำ และแผนที่โซนผู้ใช้น้ำ ที่สำคัญชุมชนมีการจัดทำฐานข้อมูลผู้ใช้น้ำที่ชัดเจน ทำให้ชุมชนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ต่อกันมากขึ้น ทั้งคณะกรรมการผู้ใช้น้ำ และเกษตรกรผู้ใช้น้ำ มีการปรับตัวกับการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกที่เหมาะสม ไม่ใช้น้ำสิ้นเปลือง หรือปล่อยน้ำทิ้งให้สูญเปล่าเหมือนในอดีต

ชาวบ้านออกแบบสร้างกฎระเบียบกฎชุมชนการใช้น้ำ

ดร.ปทุมทิพย์ กล่าวอีกว่า “หากให้พูดถึงจุดเด่นของงานวิจัยชิ้นนี้คือ การทำให้ชุมชนได้ค้นพบตัวตนของเขาว่า ทำได้ ทำจริง และการร่วมมือร่วมแรงจะช่วยลดความขัดแย้งได้ รวมถึงการจัดการน้ำเพื่อการพึ่งตนเองโดยการใช้ภูมิปัญญานวัตกรรมชุมชนน้ำบ่อตอก ช่วยให้ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปี ภายใต้กฎกติกาของชุมชนเรื่องการใช้น้ำ”

อย่างไรก็ตาม การใช้ชุมชนเป็นฐานการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ถือเป็นเครื่องมือที่ทำให้งานวิจัยนี้ได้ปลุกเปลี่ยน “คน” ลุกขึ้นมาสร้างกฎระเบียบชุมชนและร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาของชุมชนเพื่อลดความขัดแย้งจากการใช้น้ำได้ในที่สุด ทำให้เกษตรกรรู้จักการจัดการน้ำโดยการพึ่งตนเอง ที่สำคัญชุมชนได้มีน้ำใช้ตลอดหลังฤดูทำนาจาก “น้ำบ่อตอก” นวัตกรรมการจัดการน้ำภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกรบ้านนางอย ตำบลเต่างอย ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่มีแหล่งน้ำหรืออยู่นอกพื้นที่ชลประทานได้

บทความก่อนหน้านี้พัทลุง ดัน “ผึ้งโพรงไทย” เป็นอุตสาหกรรมน้ำผึ้ง ไต้หวัน ต้องการมาก
บทความถัดไปฟังผบ.พัน 402 แจงทำไมถนนยางพาราเป็นหลุมเป็นบ่อ กระบี่ พร้อมบดอัดใหม่