ปี ’62 “ออร์แกนิก” มาแรง เปิดชื่อพืชผักผลไม้ดาวรุ่ง

ปี ‘62 “ออร์แกนิก” มาแรง เปิดชื่อพืชผักผลไม้ดาวรุ่ง

ปี ‘62 “ออร์แกนิก” มาแรง – หากติดตามข่าวคราวในวงการเกษตรบ้านเรา จะพบว่า หลายสำนักวิเคราะห์ตรงกันว่า พืชดาวรุ่งที่ขายได้ราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาด ในปี 2562 มีไม่กี่ตัว อาทิ ข้าวนาปี มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มังคุด ลำไย ทุเรียนและผลิตภัณฑ์ เพราะเป็นพืชผลไม้ ที่ตลาดต่างประเทศนิยมชมชอบ ซึ่งในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2561 พืชเหล่านี้ก็ขายได้ในราคาดีอยู่แล้ว

ด้วยความที่ว่า บางชนิดให้ผลผลิตน้อย เนื่องจากเจอภาวะฝนแล้ง อย่างเช่น ข้าวหอมมะลินาปี ส่งผลให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดีกว่าปีก่อนๆ ถ้าเป็นเกรดพรีเมี่ยมขายได้ถึง 18,000 บาท/ตัน

ปี62‘ออร์แกนิก’มาแรง

ขณะที่ผลไม้ในกลุ่มนี้ตลาดจีนอ้าแขนรับไม่อั้น และที่มาแรงสุดก็คือ ทุเรียน ซึ่งคาดกันว่าในช่วงไม่กี่ปีต่อจากนี้ทุเรียนก็ยังเป็นผลไม้ดาวรุ่งอย่างแน่นอน จากปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ มีการทำตลาดออนไลน์อย่างจริงจังและต่อเนื่องในประเทศจีนที่เป็นลูกค้ารายใหญ่

 เร่งปลูกข้าว หวังขายได้ราคา

ทั้งนี้ ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุพืชที่คาดว่าราคาจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ได้แก่ สับปะรดโรงงาน ยางพารา และน้ำมันปาล์ม เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายและมาตรการในการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ ส่วนพืชที่คาดว่าราคาจะปรับตัวดีขึ้น ได้แก่ อ้อยโรงงาน อันเนื่องมาจากผลผลิตจะลดลง

สำหรับยางพารานั้น แม้ว่าราคารับซื้อยังไม่ดีขึ้นเหมือนยุคก่อน โดยราคายางพาราอยู่ที่ ประมาณ 3 .. 100 บาท ถือว่าต่ำมากกว่าต้นทุน และต่ำมานานกว่า 6-7 ปีแล้ว แต่เกษตรกรในหลายพื้นที่ก็ไม่ได้โค่นต้นยางเพื่อไปปลูกพืชอื่นทดแทนตามนโยบายของภาครัฐ เพราะเชื่อว่าในอนาคตราคายางอาจดีขึ้น โดยเฉพาะที่ จบึงกาฬ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงของยางพารา มีพื้นที่ปลูกยางพารากว่า 1.2 ล้านไร่ มากเป็น อันดับ 1 ในภาคอีสาน อีกทั้งใน จ.บึงกาฬ ยังมีโรงงานแปรรูปเพิ่มมูลค่าด้วย เน้นทำเป็นหมอนและที่นอน ทีตลาดจีนยังต้องการซื้อ

ปี62‘ออร์แกนิก’มาแรง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อช่วยระบายน้ำยางภายในประเทศ เพื่อทำให้ราคายางดีขึ้น อย่างเช่น นโยบายให้ใช้งบประมาณสนับสนุนการทำถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา และยังใช้มาตรการช็อปช่วยชาติเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน หากซื้อล้อรถยนต์ของบริษัทที่รับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในประเทศ ในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย ตั้งแต่วันที่ 4 .จนถึง วันที่ 4 .. 2562

ในส่วนของ ข้าวหอมมะลิ ที่ได้ราคาดีในปีนั้น ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยหันมาเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวมากขึ้น แม้รัฐบาลจะขอร้องไม่ให้ทำนาปรังในบางจังหวัดก็ตาม อย่างเช่นที่ จนครราชสีมา นายจุมพล จงกลกลาง เกษตรกรบ้านจารตำรา ต.ท่าหลวง อ.พิมาย บอกว่า หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ได้มาไถนาเพื่อปรับสภาพผิวดินเตรียมตัวทำนาปรังทันที เนื่องจากราคาข้าวที่สูงถึง ตันละ 17,000-18,000 บาท ทำให้คุ้มค่าที่จะเสี่ยงทำนา แม้หลายพื้นที่รอบข้างจะประสบปัญหาภัยแล้งก็ตาม แต่มั่นใจในระบบน้ำและระบบชลประทานว่าจะมีน้ำเพียงพอ

 เน้นใช้นวัตกรรมนำหน้า

ด้าน ผศ.ดรกัมปนาท เพ็ญสุภา รองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการ มหาวิทยาลัเกษตรศาสตร์ (มก.) มองว่า ปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอด ดังนั้น เกษตรกรต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการให้ดี โดยเน้นในเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ เน้นการปลูกที่ได้มาตรฐาน GAP และทำเป็นเกษตรเชิงพาณิชย์ ที่สำคัญต้องสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี อย่างตอนนี้พืชผักสมุนไพรมาแรง เพราะผู้คนให้ความใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น หรือผักสลัดเป็นที่นิยม ซึ่งมีบางช่วงขาดแคลน ในส่วนสมุนไพรไม่ใช่เพียงแค่ปลูกอย่างเดียว เกษตรกรควรนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาแปรรูปเพื่อต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม โดยทำเป็นสารสกัดใช้ในการทำอาหารและเวชสำอางต่างๆ

ปี62‘ออร์แกนิก’มาแรง

กรณีนี้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการอาจจะปรึกษาหารือขอความช่วยเหลือหรือใช้บริการสถาบันการศึกษาที่ทำเรื่องพวกนี้ อย่าง มกเอง ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รอให้ผู้สนใจเข้ามาสานต่อในเชิงพาณิชย์ อย่างเช่น ตอนนี้มีงานวิจัยนำข้าวโพดสีม่วงมาทำสารสกัด ซึ่งมีสารแอนโทไซยานีนที่จะช่วยลดริ้วรอยและเพิ่มความกระจ่างใส โดยนำสารสกัดมาใช้ทำโลชั่น เจลอาบน้ำ ครีมอาบน้ำ

นอกจากนี้ ยังทำข้าวเกรียบปลาร้า โจ๊กข้าวฮาง และราเมนอีสาน ที่มีส่วนประกอบของผักหวานป่าและไข่มดแดง ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะนำมาโชว์ในงานเกษตรแฟร์ ปี 2562 ในส่วนเกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายใดสนใจก็มาซื้อสูตรไปผลิตในเชิงพาณิชย์ได้เลย

 กระแสท่องเที่ยววิถีอินทรีย์

ในส่วนของผู้ประกอบการอย่าง นายอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพรานริเวอร์ไซด์ และประธานโครงการสามพรานโมเดล ซึ่งคลุกคลีอยู่กับวงการเกษตรอินทรีย์มาเกือบ 10 ปี ให้คำแนะนำว่า จากประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการมองว่า ผลไม้ยังมีอนาคต และได้ราคาดี แต่ต้องเป็นการปลูกแบบอินทรีย์เท่านั้น ที่สำคัญต้องเป็นผลไม้ที่นำไปแปรรูปได้ ยกตัวอย่างมะม่วง ฝรั่ง ฯลฯ เพราะผู้คนสามารถรับประทานได้ทั้ง 3 มื้อ ที่ผ่านมามีเท่าไหร่ก็ขายได้หมด และบางช่วงก็ขาดแคลน

ปี62‘ออร์แกนิก’มาแรง

ในปี 2562 นี้ ผมคิดว่าเกษตรอินทรีย์ในบ้านเราจะโตต่อเนื่องถึง 20% เพราะทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเอง ต่างตื่นตัวในเรื่องสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากร้านอาหารใหญ่อย่างเอสแอนด์พีก็มาร่วมมือกับทางสามพรานโมเดล และรับซื้อฝรั่งออร์แกนิกจากเกษตรกรในเครือข่าย จากเดิมซื้อเดือนละ 2.5 ตัน ตอนนี้เพิ่มมาเป็น 4 ตัน แล้ว เพราะนำไปแปรรูปคั้นน้ำ และได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากลูกค้า” นายอรุษ กล่าว และว่าอัตราการเติบโตของสินค้าเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่การบริโภคเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการมีส่วนร่วมของลูกค้าด้วย โดยทางเอสแอนด์พีได้นำลูกค้ามาดูแปลงฝรั่งที่ปลูกแบบอินทรีย์ ซึ่งเป็นการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ (Organic Tourism) ที่หลายหน่วยงานสนับสนุนอยู่

ในฐานะผู้ก่อตั้งสามพรานโมเดลจนประสบความสำเร็จ เขาฟันธงว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์รุ่งแน่นอน เพราะจำนวนผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกษตรกรเองก็เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่ามีตลาดรองรับแน่นอน ในขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐก็สนับสนุนเต็มที่ โดยจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้น เพื่อหารือวางแผนเรื่องเกษตรอินทรีย์ มีการจัดสรรงบประมาณมาดำเนินงานและมีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งต้องทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งระบบห่วงโซ่อาหาร

 เกษตรอินทรีย์ไทยล้ำหน้า

สำหรับมุมมองเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์มา นานกว่า 10 ปี อย่าง โจน จันได แห่งสวนพันพรรณ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และเป็นศูนย์เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเองที่มีคนไทยและชาวต่างชาติสมัคร เข้ารับการอบรมรุ่นแล้วรุ่นเล่า สิ่งที่เขาฉายภาพให้เห็น เท่ากับการตอกย้ำประเด็นที่นายอรุษ ยืนยันว่าตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นั่นเพราะทุกฝ่ายเห็นถึงผลดีที่เกิดขึ้นกับสุขภาพของผู้บริโภคและผู้ปลูกเอง

หนุ่มใหญ่รายนี้มองวิถีเกษตรอินทรีย์ในบ้านเราว่า เติบโตค่อนข้างมั่นคงมาก แม้จะโตไม่เร็วแต่มีความมั่นคงสูง คนที่มาทำเกษตรอินทรีย์ ทำด้วยใจที่เชื่อมั่นมาก ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางเกษตรอินทรีย์สูงกว่าทุกประเทศ

ปี62‘ออร์แกนิก’มาแรง

อย่างในอเมริกาเองเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อการค้า ซึ่งไม่ถือว่ายั่งยืน แต่ในบ้านเราเป็นเกษตรอินทรีย์เพื่อมีอยู่มีกินก่อน เหลือแล้วค่อยขาย ทำให้เห็นถึงความยั่งยืนพอสมควร เพราะเกษตรกรส่วนมากที่มาทำเกษตรอินทรีย์สามารถอยู่ได้อย่างสบาย ปลดหนี้ปลดสินได้หลายๆ คน แต่ถ้าทำแบบอเมริกาเพื่อการขายอย่างเดียวจะยังคงอยู่ในวงจรหนี้สิน ตอนนี้ปริมาณที่คนทำเกษตรอินทรีย์มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้เครือข่ายเติบโตขึ้น แต่เป็นเครือข่ายที่ไม่หนักแน่น มีการรู้จักกัน ไม่ใช่เครือข่ายที่มีการประชุมกันแบบทั่วไป ไม่มีการผูกขาดทางความคิด มีการทดลองที่แตกต่าง

ผมเห็นว่า คนไทยมีศักยภาพ มีการพัฒนาเกษตรอินทรีย์สูงกว่าทุกประเทศ เพราะไทยเป็นประเทศที่มีการทำจุลินทรีย์สูงที่สุดในโลก มีทั้งจุลินทรีย์จากปลวก จุลินทรีย์โน่นนี่นั่นมากมาย ไม่มีที่ไหนหลากหลายเท่าบ้านเรา ทุกวันนี้คนจากที่อื่นยังมาเรียนรู้ในประเทศไทยจำนวนมาก ตรงนี้ผมเห็นว่าเรามีนวัตกรรมทางการเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างจะก้าวหน้ากว่าทุกประเทศบนโลกใบนี้ เพราะเราไม่มีเงินมาก เราใช้จินตนาการ ใช้นวัตกรรมมากขึ้น จึงเกิดเทคนิคทางเกษตรอินทรีย์แบบทำนาปล่อยให้หญ้าขึ้น ตัดทั้งหญ้าและข้าว และมีอะไรต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งเป็นการเลิกใช้สารเคมีที่น่าสนใจมาก เป็นการเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางกระแสของการใช้สารเคมีที่บีบคั้นอย่างรุนแรง จึงกล้าพูดได้ว่าเกษตรอินทรีย์ของไทยก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ทั้งหมดนี้คงทำให้ได้เห็นแนวทางค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ปี 2562 วงการเกษตรในบ้านเราควรจะเดินหน้าไปในทิศทางใด เพื่อทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมกับความภาคภูมิใจในอาชีพของตัวเอง ที่ไม่ใช่อยู่ในสภาพ “หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน” เป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัวเหมือนเช่นที่ผ่านมา

 

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์

บทความก่อนหน้านี้“หอมหัวใหญ่” กับการรักษาโรค
บทความถัดไปเมืองไทย แจงผู้ประสบภัยปาบึก โชว์บัตรปชช.ใช้สิทธิประกันได้เลย