แหนแดง พืชน้ำมหัศจรรย์ ธาตุอาหารพืชและอาหารสัตว์ ช่วยลดต้นทุน ให้ผลผลิตสูง

แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์น เจริญเติบโตบนผิวน้ำ เลี้ยงได้ในบ่อตื้น หากปล่อยลงบ่อในฤดูฝนจะใช้เวลาเติบโตเต็มบ่อ 5 ตารางเมตร ในระยะเวลาเพียง 10-15 วันเท่านั้น

แหนแดง มีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ ประมาณ 7 สายพันธุ์ แต่ที่เหมาะสำหรับประเทศไทยมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศไทย กับสายพันธุ์อะซอลล่า ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรนำเข้ามาเพื่อคัดพันธุ์ แล้วแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันอย่างไร ไปดูกันเลย

สายพันธุ์อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata)

  • สายพันธุ์ท้องถิ่น
  • มีถิ่นกำเนิดกระจายอยู่เป็นบริเวณกว้างของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อินเดีย และออสเตรเลีย
  • ลักษณะ ใบบนและล่างมีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งใส มีคลอโรฟิลล์น้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลล์

สายพันธุ์ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla)

  • ปรับปรุงพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร
  • มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่บริเวณเขตร้อนของอเมริกา และหมู่เกาะเวสต์อินดีส
  • ลักษณะ ใบบนด้านหลังมีโพรงใบ และมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง
  • จุดเด่น มีขนาดใหญ่ เจริญเติบโตได้รวดเร็ว ตรึงไนโตรเจนได้มากกว่าสายพันธุ์ท้องถิ่น และให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์พื้นเมืองถึง 10 เท่า

อุปกรณ์ในการเพาะเลี้ยง

  1. บ่อซีเมนต์ขนาด 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร เจาะรูเหนือก้นบ่อ 15 เซนติเมตร
  2. ดินนา หรือดินเหนียว
  3. ปุ๋ยคอก 1 กิโลกรัม
  4. แม่พันธุ์แหนแดง 50 กรัม

การเพาะเลี้ยง

  1. ใส่ดินนา หรือดินเหนียว สูงจากก้นบ่อ 10 เซนติเมตร
  2. เติมปุ๋ยคอก 1 กิโลกรัม
  3. เติมน้ำให้สูงจากระดับดิน 10 เซนติเมตร
  4. ใส่แหนแดงลงในบ่อแม่พันธุ์ 50 กรัม

ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยง

บ่อแม่พันธุ์ : หลัง 14 วัน แหนแดงจะเจริญเต็มบ่อ สามารถนำไปขยายต่อได้

บ่อขยาย : นำแหนแดงจากบ่อแม่พันธุ์ไปเลี้ยงในบ่อขยายประมาณ 3-4 สัปดาห์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

การเลี้ยงแหนแดง 1 ไร่จะได้ผลผลิตมากถึง 3,000 กิโลกรัม ซึ่งแหนแดงแห้ง 1 กิโลกรัมใช้ในพื้นที่ปลูกได้ 2 ตารางเมตร และที่สำคัญธาตุอาหารที่ได้จากแหนแดงแห้ง 6 กิโลกรัม เทียบเท่ากับที่ได้จากปุ๋ยยูเรียประมาณ 10-12 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ใช้แหนแดงแห้งในการปลูกผัก ใช้อัตราส่วน 20 กรัมต่อวัสดุเพาะ 1 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังใช้แหนแดงเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย สามารถผลิตเองได้ในครัวเรือน ต้นทุนน้อย ได้ผลผลิตเร็วและดี เมื่อแหนแดงย่อยสลายก็จะเริ่มปลดปล่อยไนโตรเจนออกมา 

💡ประโยชน์ของตัวแหนแดงที่โดดเด่น คือ ไนโตรเจนค่อนข้างสูง เหมาะกับพืชทานใบทุกชนิด เช่น คะน้า ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง เป็นต้น โดยไม่ต้องใส่มูลสัตว์เพิ่มเติมหรือจะช้อนแหนเพื่อตากแห้งเก็บไว้ใช้ หรือ นำไปผสมดินปลูก ดินเพาะกล้าได้ผลที่ดี

  • ผสมดินปลูก ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยไนโตรเจน และธาตุอาหารชนิดอื่น เช่น โพแทสเซียมได้
  • สามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ เพราะมีแหล่งโปรตีนสูงถึง 30% นำมาเลี้ยงเป็ด ไก่ จิ้งหรีด และปลาได้
  • ลดการเจริญเติบโตของวัชพืชในนาข้าว
  • มีไนโตรเจนมากกว่าพืชตระกูลถั่ว แหนแดงมีไนโตรเจนสูงถึง 4.6% ซึ่งพืชตระกูลถั่วมีอยู่ประมาณ 3%
  • ต้นทุนต่ำ แต่ให้ผลผลิตสูง โดยเฉพาะพันธุ์ไมโครฟิลล่าที่ให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์พื้นเมืองถึง 10 เท่า
  • ใช้ได้ทันที ไม่ต้องทำเป็นปุ๋ยหมัก เพราะมีคาร์บอนต่อไนโตรเจนต่ำ จึงย่อยสลายเป็นธาตุอาหารได้เร็ว