สุริยัณห์ สายหยุด ปลูกรองเท้านารีขาวชุมพร ส่งต่างประเทศสร้างรายได้ดี

“การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้เชิงธุรกิจเริ่มต้นจากทำตามที่ตนเองสะดวก ในบางครั้งผลตอบแทนอาจได้มากกว่าทุเรียน…ทุเรียนเลี้ยงกล้วยไม้ กล้วยไม้เลี้ยงทุเรียน แล้วหมุนเข้ามาเลี้ยงคนอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น กล้วยไม้เป็นพืชที่ต้นเล็กๆ แต่มีคุณค่ามหาศาล”

สุริยัณห์ สายหยุด หนุ่มร่างสูงโปร่ง นัยน์ตาชวนฝัน เกษตรกรปลูกทุเรียนและเพาะเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพร ถือเป็นการต่อยอดรับช่วงทำสวนทุเรียนจากครอบครัวบนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ พร้อมสร้างสรรค์ผลิตผลใหม่ด้วยการนำกล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพรอันเป็นกล้วยไม้สายพันธุ์เลื่องชื่อประจำจังหวัดเข้ามาหมุนเวียนเพิ่มรายได้ระหว่างรอฤดูทุเรียนซึ่งจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น

คุณสุริยัณห์ สายหยุด

คุณสุริยัณห์ เล่าว่า ตนเองจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตร สาขาวิชาพืชศาสตร์ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2547 หลังเรียนจบได้ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยระหว่างที่ปฏิบัติงานอยู่นั้นได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับแวดวงเกษตรอยู่เสมอ เมื่อทำงานประจำอยู่ได้ระยะหนึ่งกลับเกิดความเบื่อหน่ายสังคมกรุงเทพฯ ที่วุ่นวาย ผนวกกับตนเองมีความรู้ในด้านการเกษตรที่มากขึ้น จึงตัดสินใจลาออกย้ายกลับมาอยู่ภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดชุมพร

เมื่อกลับมายังถิ่นเกิดจึงได้เริ่มสานต่อธุรกิจครอบครัวทำสวนทุเรียนอย่างเต็มตัว แต่บังเอิญได้พบเข้ากับกล้วยไม้สายพันธุ์ที่ถูกใจและตนเองได้ทำการศึกษาอยู่ในระหว่างที่เรียนด้วย โดยกล้วยไม้สายพันธุ์ดังกล่าวนั้นมีชื่อเรียกตามนามประจำจังหวัดชุมพรว่า “รองเท้านารีขาวชุมพร” เดิมทีไม่ได้รับความนิยมมากนักเนื่องจากมีผู้รู้จักน้อย อยู่แต่วงผู้เลี้ยงกล้วยไม้ในแถบจังหวัดชุมพรเท่านั้น กอปรกับในวงการกล้วยไม้ด้วยกันเองยังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าไรนัก

ผิดกับยุคสมัยปัจจุบันที่กลับกันมากในตลาดกล้วยไม้มีความต้องการสูงเพราะเป็นกล้วยไม้เฉพาะถิ่นจึงได้ทำการสะสมกล้วยไม้สายพันธุ์นี้ที่สามารถค้นหาได้ภายในละแวกตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ผนวกกับผู้ปลูกกล้วยไม้ภายในจังหวัดเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นจึงได้เริ่มผันตัวมาเพาะเลี้ยงในเชิงธุรกิจพร้อมกับการก่อสร้างโรงเรือนเพาะเลี้ยงกล้วยไม้บนเนื้อที่กว่าครึ่งไร่เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2548 ควบคู่ไปกับการผลิตเฟิร์นสายออกจำหน่าย ปัจจุบันคุณสุริยัณห์มีประสบการณ์เพาะเลี้ยงกล้วยไม้มานับ 15 ปี

มน
จิตราวดี

ทั้งนี้ รองเท้านารีขาวชุมพรนับเป็นกล้วยไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สีดอกมีพื้นขาว ด้านในแต้มด้วยจุดสีแดง จึงใช้ชื่อเรียกว่า “ขาวชุมพร” ในบางครั้งอาจเจือด้วยสีน้ำตาลแดงไปจนถึงดำปะปนอยู่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสีแดงแต้มแต่งได้เด่นชัดที่สุด ส่วนใบของรองเท้านารีขาวชุมพรมีความแตกต่างจากกล้วยไม้สายพันธุ์ทั่วไป สังเกตได้จากตรงส่วนใบมีลายลักษณะเป็นจุดประเขียวเข้มสลับขาว ความกว้างของใบประมาณ 3 เซนติเมตร ยาวตั้งแต่ 15-20 นิ้ว เมื่อความยาวใบได้ประมาณ 2 เซนติเมตรก็จะเริ่มออกดอกให้ได้ชื่นชมกันแล้ว

สืบเสาะ ค้นหา

คุณสุริยัณห์ กล่าวว่า การสะสมพันธุ์กล้วยไม้นั้นมีจุดเริ่มมาจากการค้นหาต้นพันธุ์ หรือสายพันธุ์ที่ตนเองชอบ พร้อมกับการศึกษาดูตลาดกล้วยไม้ว่ามีความต้องการมากน้อยเพียงใด

รองเท้านารีขาวชุมพร

สำหรับต้นพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพร นานมาแล้ว คนรุ่นเก่าก่อน มีวิธีการค้นหาด้วยวิธีเดินเท้าขึ้นไปบนยอดเขาสูงชันซึ่งจะพบกล้วยไม้สายพันธุ์นี้ขึ้นสอดแทรกอยู่บริเวณหน้าผา ด้วยสภาพการอยู่อาศัยตามธรรมชาติชื่นชอบอากาศร้อนชื้นแต่ไม่ชอบฝนมาก จึงมักพบขึ้นหลบระหว่างชะง่อนหินตามซอกผา ในอดีตพบอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนวิธีการสังเกตรองเท้านารีขาวชุมพรที่สวยเหมาะแก่การนำมาเพาะขยายพันธุ์ดูได้จากฟอร์มต้นที่มีลักษณะกลม เลือกต้นที่โตเต็มวัยแต่มีขนาดของลำตันที่ไม่ใหญ่มากนัก ทั้งนี้ กล้วยไม้ที่ออกดอกได้สวยจะมีขนาดลำต้นที่ไม่ใหญ่มาก ถ้ากอใหญ่ฟอร์มการออกดอกจะไม่ค่อยสวย ในส่วนของยอดต่อ 1 ต้น ต้องมีไม่ต่ำกว่า 2-3 ยอด

วัสดุปลูกมีจำพวกหินภูเขาไฟ และหินน้ำตกที่มีลักษณะเป็นรูพรุนผสมกับปุ๋ยหมักแล้วรองก้นกระถางด้วยโฟม สำหรับปุ๋ยหมักจะมีส่วนผสมของขี้วัว ใบก้ามปู และใบไผ่ พอหมักได้ที่แล้วก็ต้องโรยด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา (สารป้องกันรา) โดยมีอัตราส่วนหินภูเขาไฟและหินน้ำตกอย่างละครึ่ง ส่วนปุ๋ยหมักจะใส่ไม่มาก กระถางหนึ่งอยู่ที่ 1 ช้อนโต๊ะ นอกจากนี้แล้ว อาจนำส่วนผสมอื่นเข้ามาเจือปนบ้างแล้วแต่ความสะดวกที่หาได้ บางครั้งอาจใช้หินจากภูเขาเป็นส่วนผสมด้วยเช่นกัน

คุณสุริยัณห์ กล่าวต่อไปว่า สูตรปลูกรองเท้านารีขาวชุมพรไม่ตายตัวแต่จะเน้นเลือกใช้สูตรการปลูกที่ง่ายก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเมื่อมีผู้ซื้อไปแล้วอาจมองว่าสูตรนั้นหรือสูตรนี้ดีแล้วแต่บุคคล อีกทั้งอัตราส่วนในแต่ละกระถางก็จะไม่เสมอกันอีกด้วย สำหรับกล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพรเมื่อนำมาเพาะเลี้ยงในกระถางจะมีระยะเวลาที่ต้นสมบูรณ์เต็มที่พร้อมจำหน่ายใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี เท่านั้น และสามารถที่จะออกดอกได้ตลอดทั้งปี

โดยในระหว่าง 1 ปีอาจมีการฉีดสารป้องกันหนอน เพลี้ยและแมลง เซฟวิน 85 (คาร์บาริล) แต่จะงดเว้นการฉีดในช่วงที่กล้วยไม้มีการแทงดอกหรือออกดอก ทั้งนี้ ในช่วงที่ต้นกล้วยไม้ยังเล็กอยู่ประมาณ 2-3 เดือนแรก อาจมีการบำรุงด้วยปุ๋ยน้ำ (Nutriplant) ฉีดพ่นทางใบ ในอัตราส่วน 7 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อเสริมให้กล้วยไม้เจริญเติบโตได้ดี มีโครงสร้างลำต้นที่สมบูรณ์ ฟอร์มสวยที่สุด พร้อมจำหน่ายออกสู่ตลาดต่อไป

วิธีการขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพรสามารถกระทำได้เมื่อต้นมีอายุเกิน 1 ปี ถือเป็นต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์โดยใช้กรรมวิธีผ่าหน่อ เริ่มจากนำกระถางของต้นพันธุ์มาแล้วดึงลำต้นออกจากกระถางปลูก ก่อนนำมาล้างรากออกแล้วใช้มีดกรีดหน่อแยกออกจากกัน็มที่็ม็หฟกหก ในบางครั้งหน่อไม่ติดกับลำต้นมากก็สามารถที่จะใช้มือดึงได้เช่นกัน เมื่อแยกหน่อออกมาจากลำต้นได้แล้วให้ใช้ปูนป้าย (ปูนแดงกินกับหมาก) ทาป้ายลงไปในบริเวณที่ทำการตัดแยกรวมถึงปลายรากที่ทำการตกแต่งไว้ ทั้งนี้ ปูนแดงมีคุณสมบัติเป็นด่างจึงช่วยยับยั้งการเกิดเชื้อราได้เป็นอย่างดี พักทิ้งไว้สักครู่ก็สามารถที่จะนำไปปลูกได้

ส่วนวิธีการปลูกลงในกระถางก็ใช้วิธีการเดียวกันกับเมื่อครั้งเพาะต้นพันธุ์แต่อาจมีการใช้น้ำยาเร่งราก (B1) เข้ามาช่วยเสริมในขั้นตอนนี้ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละบุคคล แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ต้องใช้เสมอคือ ปุ๋ยหมักที่ประกอบด้วยขี้วัว ใบก้ามปู และเชื้อราไตรโคเดอร์มาซึ่งจะไปช่วยให้รากของกล้วยไม้หาอาหารได้ดีและใบมีสีเขียวเข้มถูกใจผู้ซื้อ

คุณสุริยัณห์เลือกที่จะเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพรในโรงเรือนที่คลุมด้วยซาแรนบังแดดสีดำพร้อมโครงสร้างที่ทำขึ้นจากโครงเหล็กและเสารั้วอัดแรงหน้า 3 นิ้ว มีความกว้างอยู่ที่ 6×40 เมตร ใช้ระบบน้ำสปริงเกลอร์เช่นเดียวกับที่ใช้รดน้ำทุเรียนภายในสวนเปิดให้น้ำอยู่ที่ 20 นาที ต่อ 1 ครั้ง สังเกตตามสภาพอากาศถ้าแล้งมากจะอยู่ที่ 3 วัน ต่อ 1 ครั้ง หากมีฝนตกหนักงดให้น้ำ และไม่ใช้เวลาในการให้น้ำกล้วยไม้มากจนเกินไปเพราะต้นอาจเน่าได้

ทั้งนี้ กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพรมีความแตกต่างจากกล้วยไม้สายพันธุ์อื่นอยู่ตรงที่ผู้เลี้ยงต้องเป็นคนที่รักและเอาใจใส่กล้วยไม้ให้พอเหมาะ หากให้น้ำมากไปต้นก็เน่าต้องรักให้พอดี เปรียบเสมือนรักลูกอย่าเอาใจให้มากจนเกินไป

ส่วนการทำตลาดเมื่อต้นโตเต็มวัยแล้วหากมีฟอร์มที่สวยติดดอกดีก็จะนำไปประกวดที่งาน Bangkok Flower กรุงเทพฯ และในวันมาฆบูชาจะไปประกวดที่จังหวัดราชบุรีที่มีการจัดแข่งขันประกวดกล้วยไม้ขึ้นในทุกๆ ปี โดยใช้รองเท้านารีขาวชุมพรเป็นตัวหลักในการเข้าประกวด ส่งผลให้ได้รับรางวัลชนะเลิศมามากมาย ซึ่งช่องทางการตลาดจะเริ่มขึ้นจากเวทีการประกวดเหล่านี้ หากมีผู้สนใจก็จะติดต่อเข้ามา ถือเป็นการเรียนรู้และทดลองทำตลาดด้วยตนเองอีกทางหนึ่ง

สำหรับราคาจำหน่ายกล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพรมีตั้งแต่หลัก 100-10,000 บาท ในบางครั้งมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงสวนมุ่งความสนใจไปที่ต้นกล้วยไม้รองเท้านารีที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดซึ่งจะมาขอซื้อเพื่อต่อยอดนำไปขยายพันธุ์ ส่วนหน่อที่เพิ่งแยกปลูกลงในกระถางมีขนาดเล็กก็สามารที่จะจำหน่ายได้เช่นกัน ส่วนในบางต้นที่ไม่เข้าเกณฑ์ฟอร์มไม่สวยก็จะมีราคาตั้งแต่หลัก 80-200 บาท สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนต่อเดือนได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท

เพาะเลี้ยงกล้วยไม้กลุ่มกะเรกะร่อน

นอกจากการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพรแล้ว คุณสุริยัณห์ยังได้เพาะเลี้ยงกล้วยไม้สำหรับจำหน่ายเพิ่มเติมอีก 3 สายพันธุ์หลักๆ ในตระกูลซิมบิเดียม Cymbidium ได้แก่ 1. กะเรกะร่อนปากเป็ด 2. กะเรกะร่อนด้ามข้าว 3. กะเรกะร่อนสองสี

โดยกล้วยไม้ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ กะเรกะร่อนปากเป็ด (Cymbidium finlaysonianum) ที่มีผู้สั่งซื้อส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะเวียดนามที่มองเป็นกล้วยไม้สายพันธุ์ที่มีมูลค่านำไปปลูกใส่กระถางเคลือบลายครามเพิ่มความโดดเด่นได้เป็นอย่างดีเพราะมีเอกลักษณ์คือ สีเหลืองสด หรือสีเหลืองปนน้ำตาลแดงซึ่งถือเป็นเฉดสีมงคลน่าสะสมของชาวเวียดนาม

ตามลักษณะสายพันธุ์กะเรกะร่อนปากเป็ดจะพบอยู่มากทางแถบภาคใต้ของประเทศไทย อาศัยขึ้นเกาะกลุ่มเป็นกออยู่ตามต้นปาล์มหรือต้นมะพร้าว ภาษาพื้นถิ่นภาคใต้เรียก “บวบหาว หรือ บวบกลางหาว” เป็นกล้วยไม้สายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย ใช้วิธีการค้นหาสายพันธุ์ที่แปลกใหม่เพื่อนำมาเพาะขยายพันธุ์

สำหรับการขยายพันธุ์กะเรกะร่อนปากเป็ดเริ่มจากผ่าลำต้นแยกหน่อแล้วตัดรากออก ป้ายด้วยปูนแดงในส่วนที่เป็นรอยตัดรวมถึงปลายรากที่ตัดออกและใช้ปูนแดงหยอดในส่วนของยอดด้วยจะช่วยป้องกันเชื้อราได้ดี ส่วนวิธีการปลูกจะมีความแตกต่างออกไปจากรองเท้านารีขาวชุมพร เนื่องจากเป็นกล้วยไม้ที่มีระบบรากอากาศจะใช้วิธีการรองโฟมที่ก้นกระถางให้มาก สาเหตุก็เพราะวัสดุปลูกชนิดนี้จะมีความโปร่งไม่อับชื้นลดการเกิดเชื้อรา อีกทั้งโฟมมีน้ำหนักเบาจะยกเพื่อทำการค้าหรือส่งขายได้ง่าย

ส่วนวัสดุปลูกหาได้จากในพื้นที่ ประกอบไปด้วยกากมะพร้าวสับ พีทมอสส์ ปุ๋ยออสโมโค้ทใช้ใส่กระถางละ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับไม้ใหญ่ และ 1 ช้อนชาในไม้เล็ก โดยมีระยะเวลาในการออกดอกใช้เวลาไม่มากนักสามารถติดดอกได้ง่าย ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนก็สามารถออกดอกได้แล้ว การรดน้ำไม่ต้องให้น้ำมาก สังเกตบริเวณรากหากแห้งจึงรด แต่ถ้าให้น้ำมากต้นจะเน่า เพราะฉะนั้น 3-4 วัน จึงให้น้ำเพียง 1 ครั้งเท่านั้น

จินดามณี

นอกจากนี้แล้ว ยังมีกล้วยไม้ที่ได้รับความนิยมเพราะราคาสูง ได้แก่ “จินดามณี” จัดเป็นกล้วยไม้กึ่งเผือกในตระกูล (Cymbidium Finlaysonianum Semi Alba) ลักษณะดอกจะมีสีเหลือง ปากมีสีแดงจัดจ้านไม่มีสีเหลืองปน สีใบเขียวเข้ม ราคาจำหน่าย 1 ลำต้น อยู่ที่ 30,000-45,000 บาท นับเป็นกล้วยไม้ที่มีราคาแพง มักพบมีผู้แอบอ้างจำหน่ายอยู่เป็นประจำ มีเทคนิคในการเลือกซื้อกล้วยไม้หากเป็นนักเล่นกล้วยไม้มือใหม่ควรซื้อไม้ที่มีดอกสามารถตรวจสอบดูดอกได้ และให้ผู้จำหน่ายตัดผ่าแยกหน่อให้เห็นกันต่อหน้าจะช่วยป้องกันผู้ซื้อไม่ให้โดนหลอกขายกล้วยไม้ได้

ส่วนกล้วยไม้ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตลาดต่างประเทศในตระกูล (Cymbidium Finlaysonianum Semi Alba) กึ่งเผือกอีกชนิดหนึ่ง ได้แก่ “ราชาวดี” ที่มีพื้นหลังกลีบบนสีเหลืองชัดเจน จมูกมีสีเหลืองล้วน จุดเด่นอยู่ที่ปากมีสีชมพูอมม่วงตัดขอบกันพอดี นับเป็นพันธุ์กล้วยไม้ที่หายาก ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักเล่นกล้วยไม้ในแถบลาว เวียดนาม ไต้หวัน และไทย มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ลำต้นละ 5,000-7,000 บาท ปัจจุบันผลิตแทบไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย

เพิ่มความประทับใจด้วยซิมบิเดียมโทนสีสแปลช

สำหรับสายพันธุ์กล้วยไม้กลุ่มต่อมาที่คุณสุริยัณห์ได้ทำการเพาะเลี้ยงไว้เช่นกัน ได้แก่ กล้วยไม้สกุลซิมบิเดียม (Cymbidium Finlaysonianum) โทนสีสแปลช มีเอกลักษณ์เฉพะตัว ด้วยกลีบดอกที่มีเส้นสีวิ่งเป็นแนวสีแดง หรือสีส้มตรงกลางกลีบบน ปากอาจมีสีขาวแต้ม จมูกมีสีส้มอมแดง ปัจจุบันพบไม่ต่ำกว่า 50 ชนิด

มหาจักรพรรดิ

โดยกล้วยไม้อันดับ 1 ในโทนสีสแปลชที่ได้รับความนิยมอยู่ ณ ขณะนี้ ได้แก่ “มหาจักรพรรดิ” หรือ สแปลช เอ็มเพอเรอร์ ค้นพบเป็นครั้งแรกที่จังหวัดชุมพรโดยคุณสุริยัณห์เป็นผู้ค้นพบด้วยตนเอง จัดเป็นกล้วยไม้พื้นถิ่นในแถบอำเภอสวี อำเภอหลังสวน และอำเภอเมืองชุมพร โดดเด่นด้วยกลีบดอกที่มีสีเหลืองปนสีแดง จมูกมีสีแดงสด เส้าเกสรตัวผู้สีเหลืองทำให้ดูตัดกันเด่นชัด เพิ่มความพิเศษมากยิ่งขึ้นด้วยสีขาวหุ้มปิดปากและจมูกซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน มีราคาจำหน่าย 1 ลำต้น อยู่ที่ 15,000-25,000 บาท

สแปลช ออฟ เมโลดี้

สแปลช ออฟ เมโลดี้ (Splash of melody) ก็จัดเป็นกล้วยไม้ในกลุ่มสแปลชที่ได้รับความนิยมมากอีกหนึ่งสายพันธุ์ ด้วยโครงสร้างกลีบดอกที่แยกส่วนตัดกันเป็น 2 สีชัดเจน จมูกด้านในมีสีเหลือง ปลายจมูกมีสีแดงสด เมื่อเวลาผ่านไปปลายจมูกจะเล่นสีคล้ายกับสีน้ำตาลไหม้ พื้นดอกมีสีเหลืองอมเขียวและมีขีดน้อย พื้นปากจะเป็นสีขาวมาตัดกับส่วนปลายปากที่มีจุดสีแต้มเล็กน้อย จำหน่ายในราคาลำต้นละ 7,000 บาท ซึ่งมีความต้องการทั้งลูกค้าชาวไทยและเวียดนาม

ราชันย์ปักษา

นอกจากนี้แล้ว ยังมีกล้วยไม้สกุลซิมบิเดียมโทนสีสแปลชที่ได้รับความสนใจอีก เช่น “ราชันย์ปักษา” คุณสุริยัณห์เป็นผู้ค้นพบด้วยตนเองภายในสวนปาล์ม มีจุดเด่นอยู่ที่กลีบดอกจะมีสีเหลืองอมเขียว จมูกมีสีแดง ปากขาวมีสีแต้มไม่มาก จำหน่ายในราคาลำต้นละ 5,000 บาท รวมไปถึง “สิงโตนำโชค” หรือ Lion King มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยฟอร์มกลม กลีบดอกโตมีสีเหลืองแลบเป็นเส้นสีโดดเด่นออกมา จำหน่ายในราคาลำต้นละ 8,000 บาท เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าชาวเวียดนามอีกเช่นเดียวกัน

คุณสุริยัณห์ ได้กล่าวทิ้งท้ายฝากถึงผู้เพาะเลี้ยงกล้วยไม้ว่า “คนเลี้ยงกล้วยไม้นับเป็นกลุ่มคนที่น่ารักประกอบด้วยหลายสาขาอาชีพ ผู้จำหน่ายกล้วยไม้ต้องมีความรักในวิชาชีพ ไม่หลอกลวงผู้อื่น ต้องนึกถึงผู้ที่มีใจรักกล้วยไม้ ถ้าคิดจะเป็นพ่อค้ากล้วยไม้ควรเริ่มจากการรักในอาชีพของตนเองก่อนเลือกขายเฉพาะของแท้เท่านั้น ส่วนผู้เพาะเลี้ยงรายใหม่ควรเลือกซื้อกล้วยไม้จากผู้ที่มีประสบการณ์ ไม่ควรซื้อกับผู้ขายรายเล็กที่ไม่ทราบที่มาแน่ชัด และดูแลแต่พอดีเพราะกล้วยไม้ตามธรรมชาติเราไม่จำเป็นต้องไปรดน้ำใส่ปุ๋ยก็สามารถที่จะอยู่ได้ด้วยตนเอง”

ติดต่อเกษตรกรคุณสุริยัณห์ สายหยุด (ลูกหมี) เลขที่ 54 หมู่ที่ 11 ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 86130 โทร. (086) 275-4741