การผลิตต้นพันธุ์กุหลาบจิ๋ว ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

หากให้ทุกคนพูดชื่อไม้ดอกที่ตนชื่นชอบขึ้นมาสักชื่อหนึ่ง เชื่อว่าจะมีกุหลาบเป็นคำตอบส่วนใหญ่ เพราะกุหลาบ ได้ชื่อว่าเป็นราชินีของดอกไม้ (Queen of flower) เป็นไม้ดอกที่สวยสง่า ใช้สื่อความหมายดีๆ และเป็นไม้ดอกชนิดหนึ่งที่มีการซื้อขายในอันดับต้นๆ ของตลาดไม้ดอกทั่วโลก โดยเป็นกุหลาบจำพวกตัดดอก และต้นกุหลาบที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างๆ ซึ่งยังไม่พบสินค้าที่เป็น กุหลาบจิ๋ว หรือเบบี้โรส (baby rose) จำหน่ายอย่างแพร่หลายทั่วไป

กุหลาบจิ๋ว เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว ในระยะแรกเริ่มผลิตในหมู่นักวิชาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ตามมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนด้านการเกษตร หน่วยราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ การผลิตมีทั้งแบบทำให้กุหลาบออกดอกในขวด หรือปลูกในกระถางเล็กๆ เป็นของฝาก ของแปลก ให้ระหว่างกัน ต่อมาจึงมีภาคเอกชนสนใจมองเห็นช่องทางธุรกิจ จึงนำไปผลิตเป็นการค้าในช่วงระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นที่สายพันธุ์ดอกสีแดงเป็นส่วนใหญ่ กุหลาบจิ๋วดอกสีอื่นๆ ยังไม่แพร่หลายในตลาดการค้า อย่างไรก็ตาม กุหลาบจิ๋ว ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปลูกเลี้ยงเสมอมา

การผลิตกุหลาบจิ๋ว หมายถึง การนำกุหลาบในกลุ่มกุหลาบหนู (miniature rose) ที่มีการจำหน่ายในตลาดการค้าทั่วไป คัดเลือกพันธุ์ที่มีทรงพุ่มกะทัดรัด ออกดอกสวยงาม มาผ่านกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (plant tissue culture) ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชวิธีหนึ่ง ทำให้ได้ต้นกุหลาบหนูความสูงประมาณ 2-3 เซนติเมตร จำนวนมาก ที่สามารถนำไปปลูกเลี้ยงในภาชนะขนาดเล็ก และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว ออกดอกสวยงามเหมือนต้นแม่พันธุ์เดิมทุกประการ  ต่างกันที่ต้นกุหลาบหนูที่ผลิตโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะมีขนาดต้นพืชที่เล็กลง เราจึงมักเรียกกุหลาบเหล่านี้ว่า กุหลาบจิ๋ว หรือ เบบี้โรส

โดยปกติแล้วกุหลาบจิ๋วออกดอกง่าย โดยผู้ปลูกเลี้ยงจะเริ่มสังเกตเห็นดอกชุดแรกภายหลังการอนุบาลในถาดหลุมเล็กๆ ประมาณ 30-35 วัน ในทางวิชาการแล้ว การออกดอกของกุหลาบจะถูกกระตุ้นโดยการตัดแต่งดอกที่โรย กิ่งที่แก่เพื่อกระตุ้นให้เกิดยอดใหม่ ช่อดอกใหม่ ซึ่งหากปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว กุหลาบจิ๋วจะออกดอกหมุนเวียนให้เชยชมตลอดทั้งปี หรือประมาณ 30-35 วัน ภายหลังการตัดแต่งกิ่ง

เมื่อปี 2552 ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทดลองผลิตกุหลาบจิ๋วดอกสีแดงและสีส้มอมชมพู (ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยามเรียกสีโอโรส) โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวม 2 สี ออกจำหน่ายแบบขายปลีกตามกาดนัด (ตลาดนัดของคนเชียงใหม่) ถนนคนเดิน และงานแสดงสินค้าทางการเกษตรหลายงานในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีกลุ่มลูกค้าให้ความสนใจสินค้ากุหลาบจิ๋วมากทีเดียวเมื่อเทียบกับสินค้าไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน ข้าราชการ และผู้สนใจปลูกกุหลาบโดยเฉพาะ ลูกค้าหลายรายกลับมาซื้อหลายรอบ เพราะเมื่อใครเห็นก็ขอไป จึงต้องกลับมาซื้อใหม่ ประกอบกับที่กุหลาบจิ๋วมีขนาดเล็ก สามารถวางบนฝ่ามือได้ จึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงเทศกาลสำคัญๆ เช่น ปีใหม่ และวาเลนไทน์ ทำให้การผลิตต้องมีการผลิตเพิ่ม รวมทั้งมีความต้องการให้ผลิตสีอื่นสู่ตลาดด้วย

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม จึงดำเนินการศึกษา เพื่อหาแนวทางในการผลิตกุหลาบจิ๋วสีอื่นๆ โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งมีขั้นตอนพอสรุปได้ดังนี้

1.ดำเนินการรวบรวมและคัดเลือกกุหลาบหนูพันธุ์การค้าในท้องตลาดที่มีลักษณะทรงพุ่ม ดอก และการเจริญเติบโตที่เหมาะสมประมาณ 30 สายพันธุ์

2.ศึกษาหาวิธีการผลิตต้นพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งพบว่าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 24 สายพันธุ์ ตอบสนองต่อวิธีการผลิต และสามารถนำไปผลิตเป็นต้นพันธุ์กุหลาบหนูเชิงธุรกิจได้

3.ทดลองปลูกเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่เหมาะสมต่อการผลิตเป็นกุหลาบจิ๋ว และคัดเลือกเพิ่มขึ้นได้อีก 6 สายพันธุ์ คือ สีอิฐ สีชมพูเข้ม (chalky pink) สีชมพูอ่อน สีขาว สีม่วง และสีเหลือง

ต้นกุหลาบจิ๋วจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อนำออกอนุบาลจะมีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตมาก-น้อย แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ พันธุกรรม หรือสายพันธุ์กุหลาบ และการจัดการสภาพแวดล้อม โดยหากอนุบาลในโรง evaporative house ที่ควบคุมอุณหภูมิได้ เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตของต้นกุหลาบจิ๋วจะสูงกว่าการอนุบาลในสภาพธรรมชาติ มีลูกค้าหลายรายอยากขอซื้อต้นพันธุ์แบบที่อยู่ในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากทางศูนย์ แต่ศูนย์ไม่เคยจำหน่ายออกไป เพราะเกรงว่าหากลูกค้าไม่มีประสบการณ์ในการอนุบาล อัตราการรอดชีวิตอาจเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์

ปิ 2554 ศูนย์ได้พัฒนาสินค้ากุหลาบจิ๋วรูปแบบใหม่ เป็นต้นพันธุ์กุหลาบจิ๋วในถาดเพาะกล้า 104 หลุม (seeding tray) ที่ผ่านการอนุบาลแล้วพร้อมปลูก  เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้าในกลุ่มที่มีโรงเรือนปลูกต้นไม้ หรือมีร้านจำหน่ายต้นไม้เป็นของตนเอง เช่น ตลาดนัดสวนจตุจักร และตลาดนัดสนามหลวง 2 หรือที่ตลาดต้นไม้คำเที่ยง จังหวัดเชียงใหม่

กุหลาบจิ๋ว ต้องการพื้นที่ปลูกไม่มากนัก พื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถวางกุหลาบจิ๋วในกระถาง 2-3 นิ้ว ได้ประมาณ 130 กระถาง การดูแลก็เช่นเดียวกับการปลูกกุหลาบทั่วไป โดยใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน ผ่านการตัดแต่งกิ่ง 1-2 ครั้ง กุหลาบจิ๋วจะออกดอกสวยงามพร้อมจำหน่ายแก่ลูกค้าได้ต่อไป

สำหรับลูกค้าซื้อปลีก มักมีคำถามว่า กุหลาบจิ๋ว จะมีอายุยาวนานหรือไม่ ในความเป็นจริง กุหลาบเป็นพืชอายุยืนนาน ขึ้นอยู่กับการดูแลของผู้ปลูกเลี้ยง แต่ที่ศูนย์ก็มีต้นกุหลาบจิ๋วที่ปลูกมามากกว่า 2 ปี ในกระถางขนาดเล็ก เป็นต้นตัวอย่างให้ลูกค้าชม เพื่อเป็นแนวทางในการปลูกเลี้ยง พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลกุหลาบจิ๋ว ซึ่งสรุปพอสังเขปได้ดังนี้

1.แสง  กุหลาบเป็นพืชกลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแสงแดด 100 เปอร์เซ็นต์ ตลอดวัน

2.ความชื้น รดน้ำให้ชุ่ม วันละ 1-2 ครั้ง หลังพระอาทิตย์ขึ้น และ/หรือก่อนพระอาทิตย์ตกดิน 1-2 ชั่วโมง แต่สำหรับในฤดูฝน ความชื้นสูง ต้องพิจารณาให้น้ำตามความเหมาะสม

3.การให้ปุ๋ย  พิจารณาตามความเหมาะสม อาจใช้สูตร 25-7-7 หรือสูตร 15-15-15 ละลายน้ำ 1 ช้อนชา/น้ำ 1 บัวรดน้ำ ทุก 30 วันในช่วงพัฒนาทรงพุ่ม สำหรับช่วงเกิดดอก อาจใช้สูตร 12-24-12 รดแบบเดียวกัน

4.การแต่งกิ่ง  ให้หมั่นแต่งกิ่งแก่หรือดอกแก่ทิ้งเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้เกิดยอดและดอกใหม่ๆ หมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี

5.ศัตรูพืช  หากปลูกไม่มาก ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี แต่แนะนำให้สังเกตแมลงเจาะดูด เช่น เพลี้ยอ่อน และเพลี้ยไฟ บริเวณยอดอ่อนและใบอ่อน สามารถใช้แปรงขนอ่อนปัดทิ้งและเอามือบี้

เอาน้ำฉีดแรงๆ บริเวณที่มีแมลง ส่วนเรื่องโรค เช่น เชื้อราที่ชอบความชื้น ควรรดน้ำตามที่แนะนำในข้อ 2 เพื่อให้แสงอาทิตย์ส่องใบให้แห้งก่อนมืดค่ำ

ผู้ที่สนใจสั่งซื้อต้นพันธุ์กุหลาบจิ๋ว เพื่อจัดการระบบธุรกิจเป็นของตนเอง หรือต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ติดต่อได้ที่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม เลขที่ 189 หมู่ที่ 4 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180  โทร. 08-6084-6362, 08-5618-4124 Email : [email protected]

บทความก่อนหน้านี้โรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคม ปั้นเด็กเก่งเกษตร รับมืออนาคต เกษตร 4.0
บทความถัดไปหอมหัวใหญ่ จ.เชียงใหม่ ปีนี้คุณภาพดี พร้อมลุยตลาดส่งออกญี่ปุ่น