ตำนานแกงส้ม ฉบับจมื่นบางจาก

ตำนานเริ่มด้วย เช้าวันหนึ่ง ก่อนออกไปดูเรือกสวนไร่นา นังสาสั่งทิดสุกผู้สามีให้ตำพริกกะเกลือ ในไถ้ที่นางสะพายเป็นเสบียงนั้นหมดแล้ว ข้างทิดสุก ไม่มีอะไรทำ ก็จัดไปตามที่เมียสั่ง

ตกค่ำ เมื่อนังสาบิเนื้อปลาช่อนย่างจิ้มพริกกะเกลือฝีมือทิดสุกเข้าปาก ก็บ่นว่า

“พริกกะเกลืออะไรของเอ็งวะทิด แหยะๆ”

“ข้าเห็นอย่างเก่าที่แม่นางทำมันแห้ง เลยตำหอมกระเทียมใส่ไปด้วย”

ด้วยความหิว นังสาเปิบปลาช่อน ยอดผักบุ้ง จิ้มพริกกะเกลือ กินกับข้าวเหนียว เพราะข้าวเจ้ายังอยู่แค่ในรั้วในวัง อิ่มแล้วหยิบกะลาขัดมันมาดื่มน้ำไปอึกใหญ่

“เออ รสแปลกดี แต่พริกของเอ็งเยอะไปนะ ข้าเผ็ด”

ที่เรียกสามีว่า “เอ็ง” ไม่ใช่คำหยาบคาย แม้จะบอกลำดับศักดิ์ว่าต่ำกว่า หญิงไทยย่อมเป็นใหญ่กว่าชายไม่ว่ายุคใดสมัยใด ดังนั้น เวลาทิดสุกพูดกับเมีย จึงใช้ “แม่นาง” เป็นการแสดงรับรู้ในฐานะตน เป็นดังนี้ในตำนานมาแต่ไหนแต่ไร

หน้าถัดมา เป็นเวลาอีกค่ำหนึ่ง นังสากลับมากินข้าวที่ทิดสุกตั้งไว้บนเสื่อปูนอกชานเรือนเช่นเคย แต่ สำรับค่ำนี้ ไม่มีพริกกะเกลือผักจิ้ม มีแต่แกงอะไรไม่รู้ จะต้มจืดก็ไม่ใช่ เพราะเห็นเกล็ดพริกแห้งสีแดงแล่นใบ ถั่วฝักยาวสีเขียวหั่นเป็นท่อนสั้น และชิ้นปลาสีขาวนวล อารามหิว นังสาเปิบข้าวกินจนหมดจาน ขณะล้างมือในชามที่ทิดสุกจัดไว้ให้ข้างตัว นังสาเคี้ยวข้าวยังไม่หมดปาก ก็เปรยขึ้น

“ข้าว่ามันคาวปลาอยู่นะ ทีหน้าทีหลังลวกเสียก่อน หรือหาอะไรใส่ดับคาว หัดคิดมั่งซี เอ็ง”

ทิดสุกพยักหน้ารับคำโดยไม่ต่อล้อต่อเถียง

สามวันหลังจากนั้น นังสาได้เปิบข้าวจิ้มพริกกะเกลือและผักสดทุกเย็นย่ำ มิใช่เพราะทิดสุกแก้ลำที่ถูกต่อว่า มันไม่กล้าหรอก แต่มันยังหา “อะไร” มาดับคาวปลานั้นไม่ได้

มันจึงพายเรือไปหาหลวงตาที่วัดพนัญเชิง ซึ่งนอกจากจะเก่งเรื่องทำตะกรุดแจกชายฉกรรจ์ไปรบทัพจับศึกแล้ว ยังชำนาญเรื่องตะโกดัด ทั้ง ว่านสมุนไพร และเครื่องเข้ายากลางบ้านอย่างหาตัวจับยาก

หลวงตาไขปัญหาให้มันอย่างเอ็นดู อารามลิงโลด ทิดสุกจ้ำเดินกลับบ้านโดยไม่ลืมหนีบไม้พายกลับไปด้วย ในไถ้คล้องคอ ได้กระชายมาเหง้าหนึ่ง ซึ่งเหลือจากแกงเย็นนั้นมันจะลงดิน กะปิจากหัวเมืองชายทะเลใต้บางแก้ว หลวงตาแบ่งห่อใบตองมากำหนึ่ง ซึ่งมันจะไม่เผลอเอาลงดินด้วย สุดท้าย เป็นน้ำตาลโตนดสี่ห้าข้ออ้อย และมะขามเปียกกำหนึ่งจากแหล่งเดียวกันตามตำนาน

นับแต่นั้น นังสาไม่ปริปากบ่นสามีอีกเลย คงอ้วนท้วนสมบูรณ์ล่ำสัน เพราะแกงปลาช่อนฝีมือทิดสุก รสเนียนดีวันดีคืน

อนึ่ง นอกจากปลาช่อน ทิดสุกยังหมั่นลงลอบตกปลา ทอดแห ดำกุ้งในลำคลองหน้าบ้าน ทั้งปลูกนานาผัก แม้หัวไชเท้า ที่ได้เม็ดจากเจ๊กเจี่ยไช้ เครื่องเทศสะพรั่งสวนครัวใต้ราวล้างจานฝาครัว

แปดร้อยปีถัดมา ทิดสุกยังไม่ดูแก่กว่าเดิม แต่นังสานั้น นอกจากแก่ลงไปมากแล้ว ยังกินเก่ง อาศัยหมั่นไปยิมออกกำลังกายให้แข็งแรงกินข้าวได้เสมอ เย็นวันนั้น ทิดสุกทำแกงส้มปลาหมึกยัดไส้กับเนื้อมะละกอดิบ แถมปลาสลิดทองทอดในสำรับให้แม่นางกิน พลางภาวนาสำนึกในบุญคุญของเทพยดาฟ้าดิน ที่ให้เขามีวันนี้ จบตำนานเพียงเท่านี้

The Legend of Hot and Sour Soup

 

The legend started one morning. Before leaving to tend the field, m’am Sa ordered Souk, her spouse, to make “pepper & salt” dip for her depleted lunch bag. With nothing to do, Souk did as ordered.

That night, breaking flesh of baked snakehead fish to dip in pepper & salt (P&S), m’am Sa complained, “What kind of pepper & salt is this, so mushy?”

“I saw that yours was too dry, so I added pounded shallot and garlic.”

Hungry, m’am Sa finger-ate the fish, morning glory tips and P&S with sticky rice; the long grain rice was still in aristocrat domain. Full, she drank from polished coconut shell.

“Well, it tastes different; but, too much pepper, it’s hot.”

This is not typically rude, Thai women has always been superior to men. When addressing his spouse, man uses “m’am”, in deep reverence, since time immemorial.

The next page told of another night, m’am Sa came back to dinner which Souk customarily arranged on a mat over the porch. However, the night’s set was not P&S and greens but some kind of soup, not a broth, because she saw red hot pepper flakes floating, green cowpea and whitish fish morsels. Ever hungry, m’am Sa finished her rice plate. While washing her hand in a bowl set at her side by Souk, still chewing, she observed.

“I think it’s too fishy. Next time you’d better blanch it first, or use something to rid the fish odour. You should learn to use your brain.”

Souk nodded in assent with no retort.

Three days thereafter, m’am Sa had rice with P&S and greens every dinner; not because Souk sought revenge, but he couldn’t find anything to rid the fish stench.

He rowed a boat to see an elderly monk at an old Temple in Ayutthaya, who, besides being proficient in making amulets for men going to battle, was an unsurpassable expert in the arts of Ebony Bonsai, herbs and medicament spices.

The monk kindly solved his problem. In excitement, Souk rushed home with the boat paddle under his armpit. In his bag were a clump of fingerroot; shrimp paste wrapped in banana leaf; tablets of Palmyra palm sugar; and a clump of tamarind pulp, all from Phetchaburi.

According to the legend, m’am Sa never uttered a word upon her husband; but grew corpulent and robust, due to Souk’s serpenthead fish soup getting more and more savoury.

Also, besides serpenthead fish, Soup became diligent in all kinds of fishing in the front canal, planting various vegetables and spices under the sink rails by the kitchen wall.

Eight hundred years later, Souk did not look a bit older but his wife did, enjoying food more; though she kept going to fitness class so she could eat more. That evening, Souk made Hot & Sour Soup with stuffed squid and raw papaya; fried Gourami for her, praying in gratitude to heavens which kept him to see the day. And thusly ended the legend.

บทความก่อนหน้านี้เลี้ยงปลาช่อนพร้อมแปรรูปขาย ทำให้ปลาช่อนที่เลี้ยงขายได้ทุกตัว
บทความถัดไปเรียนรู้ชีววิถี เพื่อการพัฒนาชีวิตอย่างยั่งยืน กับ กฟผ.