ตำรวจไทยหัวใจโคบาล เลี้ยงโคอเมริกันบราห์มันพันธุ์แท้ เสริมรายได้จนติดตลาด

ด.ต. เกียรติศักดิ์ เดชป้อง อยู่บ้านเลขที่ 9/1 หมู่ที่ 6 ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ใช้เวลาว่างช่วงเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ มาดูแลฟาร์มเลี้ยงโคอเมริกันบราห์มันที่เขารัก เรียกง่ายๆ ว่า เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญเขาบอกว่ามีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่รักเช่นกัน

ด.ต. เกียรติศักดิ์ เดชป้อง

อาชีพประจำรับราชการ เลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริม

ด.ต. เกียรติศักดิ์ ชายผู้มากด้วยอัธยาศัย ยิ้มเก่ง เล่าให้ฟังว่า รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรประจำสถานีตำรวจบางยี่ขัน ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อรับราชการมาได้สักระยะหนึ่งจึงเกิดความคิดที่อยากจะมีรายได้ที่มากขึ้น จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะประกอบอาชีพเสริมที่สามารถทำควบคู่ไปกับงานประจำได้ โดยมาเริ่มสำรวจที่ดินของเขาก่อนว่าสามารถจะทำอะไรได้บ้างในขณะนั้น

“พอเราคิดที่อยากจะมีอาชีพเสริม เราก็ต้องมองว่า เราจะทำอะไรดี พอดีว่าที่บ้านมีที่ดินว่างอยู่ประมาณ 20 ไร่ ช่วงนั้นคิดหลายอย่างมากว่าจะทำอะไรดี ที่สามารถทำให้เรามีรายได้ที่เพิ่มพูนขึ้นมา ในที่ดินเราเอง เพราะคิดว่าถ้าปลูกพืชผักก็ไม่ดี เพราะน้ำสามารถท่วมได้ในช่วงที่ฝนตกหนักๆ ก็เลยคิดว่าเรื่องเลี้ยงสัตว์น่าจะดีกว่าปลูกพืชไหม เพราะพืชผักราคาขายไม่สามารถกำหนดอะไรได้ จึงตัดสินใจทำปศุสัตว์เลี้ยงโค” ด.ต. เกียรติศักดิ์ เล่าถึงที่มา

โคที่เลี้ยง ด.ต. เกียรติศักด์ เลือกเลี้ยงโคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน เพราะในย่านนี้ยังเลี้ยงสายพันธุ์นี้ไม่มากนัก และที่สำคัญมองว่าจะเลี้ยงแบบสายพันธุ์อเมริกันบราห์มันที่มีเลือดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ น่าจะมีหลักการตลาดที่ดีและสามารถสร้างเป็นแบรนด์ของฟาร์มได้ โดยมีการรับรองจากสมาคมที่มีอยู่ภายในประเทศ

หญ้าที่ปลูกไว้

ซึ่งลักษณะของโคอเมริกันบราห์มันแดงมีจุดเด่นคือ มีโครงสร้างใหญ่ ทรงสวย กระดูกใหญ่ หลังมีลักษณะที่ตรง ขาใหญ่สมส่วน โดยลักษณะของหน้าและหัวมีลักษณะที่สวย จึงทำให้เขาชอบและสนใจที่จะเลี้ยงอย่างจริงจัง

เลี้ยงแบบให้อยู่ที่โปร่ง พร้อมทั้งพื้นที่เดินเล่น

พื้นที่ที่มีอยู่ 20 ไร่ ด.ต. เกียรติศักดิ์ บอกว่า จะแบ่งเป็นพื้นที่โรงเรือน 5 ไร่ และที่เหลืออีก 15 ไร่ ใช้สำหรับปลูกหญ้าให้โคกิน พร้อมทั้งเป็นพื้นที่เดินเล่น โดยในช่วงแรกที่เลี้ยงจะหาซื้อโคที่มีลักษณะโครงสร้างดีมาเลี้ยงภายในฟาร์ม เลือกเป็นโคเพศเมียที่หย่านมอายุประมาณ 8-10 เดือน มาเลี้ยงดูภายในฟาร์มให้มีความแข็งแรง เมื่อเข้าสู่อายุประมาณ 18 เดือน หรือเกือบ 2 ปี โคก็จะเจริญพันธุ์พร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ โดยใช้วิธีการผสมเทียม

พื้นที่ภายในฟาร์ม

“พอเราเห็นว่าโคเราพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ ก็จะนำน้ำเชื้อที่สั่งมาจากต่างประเทศมาผสมเทียม โดยน้ำเชื้อจะสั่งซื้อมาจากอเมริกา เราก็จะเป็นคนเลือกเองว่าต้องการให้แม่พันธุ์ตัวนี้ ผสมกับพ่อพันธุ์แบบไหน เราก็เลือกได้เลย ราคาของน้ำเชื้อก็จะแตกต่างกันไป ซึ่งที่ฟาร์มจะไม่เน้นใช้พ่อพันธุ์ผสมธรรมชาติ เราจะมีสัตวแพทย์ประจำมาทำการผสมเทียมให้ เสร็จแล้วก็รอโคตั้งท้อง” ด.ต. เกียรติศักดิ์ บอกถึงการผสมพันธุ์

เมื่อโคแม่พันธุ์ผสมเทียมสำเร็จแล้ว ด.ต. เกียรติศักดิ์ บอกว่า รอโคตั้งท้องอีก 9 เดือน จากนั้นเมื่อลูกโคคลอดออกมา ก็ทำการเลี้ยงดูให้เจริญเติบโต โดยในช่วงแรกจะให้ลูกโคกินนมแม่โค พร้อมทั้งให้อาหารสำหรับลูกโคเล็ก เลี้ยงไปจนลูกโคได้อายุ 6 เดือน แล้วจึงเปิดจองให้กับลูกค้าที่สนใจได้มาเลือกซื้อไปเลี้ยงต่อ

“แม่โคที่เราเลี้ยงเป็นแม่พันธุ์ก็มีอยู่ประมาณ 50 ตัว ที่ฟาร์มก็จะวางแผนให้แม่พันธุ์ออกลูกได้ปีละ 1 ตัว เท่ากับว่าเมื่อออกลูกแล้ว อีก 3 เดือน ที่เหลือเราก็เตรียมผสมพันธุ์ต่อได้เลย ขาดเกินได้ แต่อย่างน้อยต้องให้ได้ลูกอย่างน้อยปีละ 1 ตัว เราจะเลี้ยงแบบว่ารอให้ 1-2 ปี แล้วมาผสมพันธุ์แบบนั้นช้าไป เราต้องตั้งเกณฑ์เอาไว้เลยแบบนี้การเลี้ยงก็จะประสบผลสำเร็จ” ด.ต. เกียรติศักดิ์ บอก

พื้นที่ภายในคอก

ซึ่งอาหารที่ใช้เลี้ยงโคจะมีทั้งอาหารหยาบและอาหารข้นสลับกันไป โดยอาหารหยาบจะเป็นหญ้าที่ปลูกเองบริเวณฟาร์มสลับกับฟางโดยจะให้กินตลอดทั้งวัน ส่วนอาหารข้นให้กินวันละ 2-3 กิโลกรัม ต่อตัว เป็นอาหารที่มีโปรตีน 16 เปอร์เซ็นต์

เรื่องการดูแลรักษาป้องกันโรคจะจัดแผนการทำวัคซีนปีละ 2 ครั้ง โดยใช้วัคซีนจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งการเลี้ยงโคให้ปราศจากโรค ด.ต. เกียรติศักดิ์ บอกว่า การเลี้ยงโคถ้าอากาศดี สภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดีโรคอื่นๆ ที่จะเข้ามาแทรกซ้อนจะไม่ค่อยปรากฏให้เห็น

“การเลี้ยงโคอย่างน้อย ควรมีพื้นที่ให้ได้เดินบ้าง สัตว์จะได้ไม่เครียด อาจจะปล่อยสลับกันเดิน ซึ่งคอกที่ขังให้อยู่ก็ควรอยู่โล่งสบาย เราต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี เท่านี้โคก็จะเจริญเติบโตได้ดี และที่สำคัญควรพัฒนาให้มีโครงสร้างที่ใหญ่ จะสังเกตเห็นว่า ถ้าเลี้ยงแบบธรรมชาติโคในบ้านเราจะมีขนาดที่เล็กลงเรื่อยๆ ดังนั้น การพัฒนาอยู่ตลอด เลือกสายพันธุ์ที่ดีๆ มาผสมพันธุ์ ก็จะทำให้ทรงโคสวย ได้กล้ามเนื้อ ขาใหญ่ เวลาที่ขายก็จะได้ราคา ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราผลิตลูกออกมา ก็จะเน้นเพื่อไปสร้างเป็นพ่อแม่พันธุ์ ส่วนบางตัวที่ไม่สวยก็สามารถนำไปขายเป็นโคขุนได้” ด.ต. เกียรติศักดิ์ บอก

ลูกค้าส่วนใหญ่ ซื้อไปเป็นพ่อแม่พันธุ์

ในเรื่องของการทำการตลาดนั้น ด.ต. เกียรติศักดิ์ บอกว่า จะเน้นขายลูกพันธุ์ที่ผลิตออกมาให้กับลูกค้านำไปคุมฝูงหรือซื้อเพศเมียไปเพื่อเลี้ยงเป็นแม่พันธุ์ ซึ่งปัจจุบันโคที่เลี้ยงภายในฟาร์มทั้งหมด ลูกค้าจะจองตั้งแต่ลูกโคยังไม่หย่านม ซึ่งเป็นผลมาจากเมื่อทำการค้าเริ่มแรกจะใส่ใจในเรื่องการดูแลลูกค้าเป็นอย่างมาก

“เหตุที่ฟาร์มเราติดตลาด ลูกค้าจองตั้งแต่โคตัวเล็กๆ เป็นเพราะว่าเราติดตามลูกค้า โดยโคที่เราขายไปแต่ละชุด เราก็จะแนะนำการเลี้ยงให้กับลูกค้า ว่าต้องเลี้ยงยังไง แบบไหนที่จะประสบผลสำเร็จ เราคอยหมั่นสอบถาม ซึ่งการเลี้ยงโคก็ไม่ยาก ฟาร์มเราเองก็ทดลองเลี้ยงมาจนประสบผลสำเร็จ ก็จะนำความสำเร็จของเราบอกให้กับลูกค้าไป เรียกง่ายๆ ว่า ต้องศึกษานิสัยเป็นสำคัญ” ด.ต. เกียรติศักดิ์ บอกถึงความจริงใจที่มีต่อลูกค้า

ซึ่งการขายโคในฟาร์มแห่งนี้มีราคาที่แตกต่างกันไป ถ้าเป็นอเมริกันบราห์มันสีแดงเพศเมียที่หย่านมแล้ว อายุประมาณ 6 เดือน ราคาขายอยู่ที่ตัวละ 150,000-250,000 บาท ส่วนโคอเมริกันบราห์มันเทาหรือขาวอยู่ที่ตัวละ 75,000-150,000 บาท และโคที่มีอายุขึ้นก็จะมีราคาที่แพงขึ้นไปตามลำดับ ซึ่งการขายก็จะเน้นขายผ่านตามโซเชียลมีเดีย โดยลูกค้าสนใจก็จะมานัดวันดูตัวโค พร้อมทั้งนำรถมาขนโคถึงที่ฟาร์มกันเลยทีเดียว

“เมืองไทยจะมีการจัดงานประกวดค่อนข้างมาก เราก็จะเอาโคเราไปออกงาน ก็จะทำให้ฟาร์มเราเป็นที่รู้จักของคนที่สนใจมากขึ้น และอีกส่วนเราก็มีเพจทางเฟซบุ๊กของเราเอง เราก็ลงรูปโคที่เราพร้อมจะขาย คนที่สนใจก็จะเข้ามาดูและจองกัน จึงนับว่าฟาร์มเราเป็นที่ไว้วางใจของลูกค้า ซึ่งตอนนี้ผมบอกเลยว่าผมชอบการเลี้ยงโคมาก เราได้เจอเกษตรกรรายอื่น เขามีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วย” ด.ต. เกียรติศักดิ์ บอกถึงหลักการทำตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงโคเป็นอาชีพ ด.ต. เกียรติศักดิ์ แนะนำว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ศึกษาอุปนิสัยของโคให้ถ่องแท้ก่อนที่จะเลี้ยง ซึ่งโคอเมริกันบราห์มันไม่ใช่โคที่เลี้ยงยาก แต่ควรที่จะเรียนรู้ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ ว่าโคชนิดนี้มีวิถีชีวิตแบบไหน เวลาที่ตั้งท้องต้องดูแลอย่างไร เมื่อลูกออกมาแล้วต้องดูแลแบบไหน เท่านี้ก็สามารถประสบผลสำเร็จได้แน่นอน ส่วนเรื่องของตลาดยังไงก็มีทางไปแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องมีก่อนคือความรู้กับสิ่งที่จะลงมือทำ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ด.ต. เกียรติศักดิ์ เดชป้อง หมายเลขโทรศัพท์ (089) 204-6228

บทความก่อนหน้านี้จากการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนคุณภาพอย่างเป็นระบบ ทำให้วันนี้จังหวัดยะลา เมืองงามใต้สุดสยามแห่งนี้มีศักย์ภาพที่พร้อมจะเป็นเมืองแห่งทุเรียนคุณภาพที่มีความเข้มแข็งและใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภาคใต้
บทความถัดไปคนนครปฐม เลี้ยง-เพาะพันธุ์ “ปูนา” รอบบ้าน ทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้และความสุข