สาวอำนาจเจริญ ทำปศุสัตว์คู่กับเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้หลากหลาย บนพื้นฐานความสุข

ในเวลานี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาชีพทางการเกษตรกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เห็นตามสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยบางรายถึงกับทิ้งเงินเดือนสูงๆ เพื่อกลับมาอยู่บ้านเกิด ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่รัก ได้อยู่กับครอบครัว จึงทำให้การทำสัมมาอาชีพในแต่ละวัน อบอวลไปด้วยความสุขโดยที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานและสร้างรายได้ไปพร้อมกัน

คุณวัชรีญา มณีรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 6 ตำบลเสนางคนิคม อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นเกษตรกรที่มีอายุเพียง 25 ปี โดยเธอได้หันหลังให้กับเมืองใหญ่ เพื่อมาทำการเลี้ยงปศุสัตว์ที่ควบคู่ไปกับการทำเกษตรผสมผสาน ทำให้เวลานี้เธอบอกว่ามีความสุขมาก ที่ได้เลือกเดินเส้นทางนี้ เพราะได้มีเวลาว่างดูแลครอบครัวและสามารถทำงานที่สร้างรายได้ไปพร้อมกันได้อีกด้วย

อาชีพทางการเกษตร

ก็สร้างเงินพร้อมความสุขได้

คุณวัชรีญา สาวผู้มากด้วยรอยยิ้ม เล่าให้ฟังว่า เมื่อได้เรียนจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรี จึงได้หางานในบริษัทเอกชนทำได้สักระยะหนึ่ง ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ชอบงานทางด้านนี้ จึงได้ปรึกษากับทางครอบครัวว่าอยากจะกลับมาอยู่บ้าน เพื่อหางานอย่างอื่นทำเพื่อสร้างรายได้ โดยทำอาชีพทางด้านเกษตรกรรมที่มีการเลี้ยงสัตว์และควบคู่ไปกับการทำเกษตรผสมผสาน เพื่อที่จะทำให้มีรายได้หมุนเวียนในการใช้จ่ายภายในครัวเรือน

คุณวัชรีญา มณีรัตน์

“ช่วงนั้นเราก็มีการศึกษาหาข้อมูลอยู่บ้าง ในเรื่องของเกษตร ว่าจะทำอะไรดีที่สามารถมีรายได้หมุนเวียนตลอด จึงได้แนวความคิดว่าน่าจะทำเกี่ยวกับปศุสัตว์ และปลูกพืชไปพร้อมๆ กัน จึงได้มาปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ ว่าจะกลับมาอยู่บ้านและทำการเกษตร แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนปรับโซนการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ถึงจะช่วยสร้างรายได้แบบให้มีใช้ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปีได้ ก็เลยนำเงินเก็บที่ได้จากการทำงานในช่วงแรกมาทำการลงทุน” คุณวัชรีญา เล่าถึงที่มา

โดยพื้นที่ภายในบ้านจะแบ่งเป็นโซนสำหรับเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผักสวนครัว แปลงไม้ผล ตลอดไปจนถึงปลูกหญ้าเนเปียร์ที่ใช้สำหรับเลี้ยงโคเนื้อ และที่สำคัญหมู เป็ด และไก่ที่เลี้ยงยังสร้างรายได้ให้กับเธอได้อีกไม่น้อยทีเดียว

โคเนื้อ สามารถขยาย

และทำตลาดอนาคตได้

ในช่วงที่ย้ายมาอยู่บ้านใหม่ๆ คุณวัชรีญา บอกว่า จึงเริ่มสร้างโซนบนที่ดินด้วยการแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน จากนั้นค่อยๆ ปรับเปลี่ยนและหาซื้อสิ่งที่ขาดเข้ามาเพิ่ม จากของเดิมที่คุณพ่อทำอยู่ที่เน้นแต่การปลูกพืชเท่านั้น โดยเธอได้ซื้อโค หมู เป็ด และไก่ ด้วยเงินเก็บที่มีอยู่มาทำการเลี้ยงและขยายพันธุ์เรื่อยๆ ให้มีจำนวนที่เพิ่มขึ้น

โคที่เลี้ยงไว้ภายในสวน

“ตอนนั้นก็นำเงินทุนที่ได้จากทำงานมาค่อยๆ ลงทุน โดยที่ยังไม่ได้ลงทุนทีเดียวทั้งหมด ขั้นแรกก็มีซื้อโคเนื้อมาเลี้ยง เพราะมองว่าสามารถผลิตลูกโคให้เราได้ จากนั้นเราก็ขายไป พอมีรายได้เข้ามาเราก็ทำอย่างอื่นไปด้วย ก็จะเป็นรายได้ทดแทนกันไป ซึ่งการจะมีรายได้รายวัน เราก็ปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนเงินรายเดือนก็ได้จากเป็ด ไก่ หมู และปลา ก็จะเอาเงินที่ได้จากทางนี้มาใช้จ่ายซื้ออาหารสำหรับทำปศุสัตว์อื่นๆ มันก็จะทำให้เราไม่เกิดปัญหาในเรื่องเงินหมุนเวียน” คุณวัชรีญา บอก

แปลงปลูกมะนาว

อาหารที่ใช้สำหรับเลี้ยงโคให้เจริญเติบโต เธอบอกว่ามีการแบ่งพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ไว้เอง โดยจะตัดและนำมาเข้าเครื่องสับให้โคกินได้ทุกวัน ส่วนหมูที่เลี้ยงก็จะมีทั้งอาหารข้น รวมไปถึงของที่สามารถหาได้จากภายในสวนมาให้หมูกิน ส่วนเป็ดและไก่ที่อยู่ในเล้าก็จะมีอาหารที่เหลือจากครัวเรือน ตลอดไปจนถึงพืชผักที่ตกเกรดก็สามารถนำมาให้เป็ดและไก่กินได้เหมือนกัน

เมื่อโคเจริญเติบโตจนสามารถผสมพันธุ์จนออกลูกได้ หากได้เป็นตัวผู้ก็จะจำหน่ายให้กับเพื่อนเกษตรกรรายอื่น แต่ถ้าเป็นตัวเมียก็จะเก็บไว้ภายในฟาร์มเพื่อใช้เป็นแม่พันธุ์ต่อไป โดยเธอบอกว่าอนาคตจะต่อยอดการเลี้ยงให้เป็นโคขุน เป็นการยกระดับสร้างรายได้ต่อไป

เล้าเป็ดและไก่

“การดูแลรักษาโรคของสัตว์ ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก หาข้อมูลได้จากปศุสัตว์ที่เราติดต่อไว้ ถึงเวลาก็จะมีการมาดำเนินการให้ ส่วนเป็ด ไก่ หมู ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้เท่าไร เพราะพื้นที่เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นสวน เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างธรรมชาติ อากาศถ่ายเทได้สะดวก ดังนั้น สัตว์ถึงสามารถอยู่ได้และมีความแข็งแรง” คุณวัชรีญา บอก

ปศุสัตว์ควบคู่การปลูกพืช

สร้างรายได้ หมุนเวียน

ซึ่งการทำรายได้ของเธอไม่ได้เป็นปัญหา เพราะนอกจากการทำปศุสัตว์แล้วยังมีการทำเกษตรผสมผสาน เช่น การปลูกพืชผักสวนครัว และไม้ผลเข้ามาช่วย พืชผักสวนครัวที่ปลูกอยู่รอบบริเวณบ้านสามารถเก็บผลผลิตไปจำหน่ายได้ทุกวัน โดยได้เงินขั้นต่ำวันละ 300 บาท

ส่วนรายได้เป็นรายปีที่สามารถเป็นเงินเก็บ คุณวัชรีญา บอกว่า เป็นเงินที่ได้จากการจำหน่ายโคเนื้อ โดยที่ไม่ต้องนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายอะไรก็สามารถเป็นเงินเก็บได้ พร้อมยังบอกอีกว่าเป็นเงินก้อนที่สามารถเก็บและนำไปใช้หนี้ได้จริง

“ลูกโคนี่พออายุได้ประมาณ 1 ปี เราก็สามารถขายได้เงินเป็นหลักหมื่นบาท มีกี่ตัวเราก็ขายได้ตามจำนวนนั้น ซึ่งเงินที่ได้จากรายปีนี่ถือว่าดีมาก เพราะเราทำเงินได้เป็นก้อน สามารถนำไปเก็บหรือชำระหนี้ได้ จึงถือว่าเรามาถูกทางแล้ว ที่มาทำงานด้านเกษตรผสมผสาน สามารถสร้างเงินได้จริง ซึ่งอาหารที่ให้โคให้ไก่ให้เป็ดกิน ก็ปลูกเองรอบบ้านได้ เช่น หญ้าเนเปียร์ ก็ทำให้เราประหยัดต้นทุนไปได้อีก ดังนั้น เกษตรคืองานที่ทำแล้วไม่ได้มีรายได้อย่างเดียว ยังมีความสุขด้วย ” คุณวัชรีญา บอก

พื้นที่ปลูกแก้วมังกร

ซึ่ง ณ เวลานี้อาชีพทางการเกษตร เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเธอมีความสุขมาก โดยได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัว ซึ่งการทำงานในแต่ละวัน เธอเป็นผู้กำหนดเวลาการทำงานเอง ว่าจะทำอะไรบ้างในแต่ละวัน จึงทำให้รู้สึกมีความสุขในการได้เป็นนายของตัวเอง และที่สำคัญได้อยู่กับธรรมชาติกับสภาพแวดล้อมที่ดี เธอถึงกับบอกว่าทำให้มีสุขภาพจิตที่ดีตามไปด้วย ได้อยู่ดูแลคนที่เธอรักอย่างใกล้ชิดโดยที่ไม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน

สามารถช่วยกันทำงานภายในครอบครัว

“ไม่เสียใจที่เราอายุเพียง 25 ปี แล้วมาทำเกษตร เพราะมองว่ายิ่งทำแล้วยิ่งมีความสุข อนาคตก็มองว่า ถ้าสามารถขยับขยายอะไรไปได้ ก็จะทำโคขุน เพราะสามารถทำรายได้ดี และถ้างานเกษตรอื่นๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อีกก็จะพัฒนาต่อไป เพราะเกษตรผสมผสานเป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยที่ไม่ต้องปลูกพืชเชิงเดียวจำนวนมากๆ เราก็สามารถมีผลผลิตขายได้หลากหลายชนิด หลากหลายราคา ซึ่งที่นี่ก็เป็นแหล่งเรียนรู้ ใครที่สนใจก็เข้ามาศึกษาได้ ยินดีให้คำแนะนำในเรื่องที่พอเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพต่อไป” คุณวัชรีญา กล่าวแนะนำ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวัชรีญา มณีรัตน์ หมายเลขโทรศัพท์ (089) 874-7266

………………………….

พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน, มติชนสุดสัปดาห์ และศิลปวัฒนธรรม ลดราคาทันที 30% ตั้งแต่วันนี้-15 ก.ย. 63 เท่านั้น!คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้มื้อเย็น!! อร่อยเด็ดกับเมนู “หัวปลาต้มผักกาดดอง”
บทความถัดไปบมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมีฯ จัดโครงการสวนสวยกินได้ ปีที่ 4 เดินหน้าส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตร