อดีตผู้รับเหมาทำระบบไฟฟ้า สวนผึ้ง ราชบุรี เลี้ยงแพะเนื้อพื้นบ้าน สร้างมูลค่าจากแพะเป็นรายได้อีกมาก

การเลี้ยงแพะเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ เพราะเป็นสัตว์ที่ให้ลูกเร็ว โตเร็ว ลงทุนน้อย กินง่าย ขายได้เร็ว อีกทั้งไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก สามารถใช้เลี้ยงทดแทนโค-กระบือ รวมถึงตลาดยังมีความต้องการสม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน คุณค่าในตัวแพะตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ทุกส่วน ทั้งเนื้อ นม หนัง และขน แล้วยังรวมถึงมูลอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อดีตหนุ่มผู้รับเหมาทำระบบไฟฟ้าชาวสวนผึ้ง อย่าง คุณสมพล สาอ่อน หรือ คุณแดง หันมายึดอาชีพเลี้ยงแพะเนื้อขาย พร้อมนำมูลแพะมาเลี้ยงไส้เดือนผลิตปุ๋ยขาย รวมทั้งยังต่อยอดใช้ปุ๋ยไส้เดือนมูลแพะปลูกต้นอ่อนผักบุ้งจีนและผลิตน้ำหมักจุลินทรีย์ สร้างรายได้แถมยังช่วยปลดหนี้ได้อีกด้วย

คุณแดงเรียนจบระดับ ปวส. ด้านไฟฟ้าจากราชบุรี หลังจบการศึกษาได้มารับเหมาทำระบบไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ทำแล้วเพราะต้องกลับมาสวนผึ้งบ้านเกิดเพื่อมาดูแลคุณพ่อ แล้วมองหาอาชีพใหม่ด้วยการเลือกเลี้ยงแพะเนื้อ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางพื้นที่

คุณแดงไม่เคยมีความรู้หรือมีพื้นฐานเรื่องการเลี้ยงแพะมาก่อน เขาได้รับการแนะนำจากเพื่อนบ้าน พร้อมไปกับการศึกษาหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต โดยซื้อพันธุ์แพะพื้นบ้านมาจากชาวบ้าน แล้วเลี้ยงแพะแบบปล่อยให้หากินกระถินหรือหญ้าตามธรรมชาติ เพราะต้องการให้แพะไม่เครียด ซึ่งขณะนี้แพะที่เลี้ยงมีจำนวนกว่า 30 ตัว มีอายุเฉลี่ย 2 ปี ในจำนวนนี้มีตัวผู้ 6 ตัวที่ใช้เป็นพ่อพันธุ์ ทั้งนี้ แพะที่เลี้ยงขายมีน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวประมาณ 30-40 กิโลกรัม

แพะที่คุณแดงเลี้ยงไว้จะเริ่มผสมพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 10 เดือน ตัวเมียจะตั้งท้องประมาณ 4-5 เดือน ถึงจะคลอดลูก ดังนั้น จะได้ลูกแพะปีละ 2 ครั้ง ต่อตัว ในแต่ละปีจะได้ลูกแพะประมาณ 20 ตัว ทั้งนี้ แพะท้องแรกมักให้ลูกเพียงตัวเดียว แต่ถ้าเป็นแพะที่เคยมีลูกมาแล้วจะได้ครั้งละ 2-3 ตัว ซึ่งลูกแพะหลังคลอดจะกินนมแม่อย่างเดียว จนเมื่ออายุประมาณเดือนกว่าจะเริ่มหัดให้กินกระถินหรือหญ้า

การบริหารจัดการเลี้ยงแพะของคุณแดงไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน อย่างในตอนเช้าก็ปล่อยแพะทั้งหมดออกมาจากคอกเพื่อให้หาอาหารกินตามท้องทุ่ง ส่วนใหญ่แพะจะกินกระถินเป็นหลัก ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนกับหน้าหนาวจะปล่อยให้แพะอยู่ด้านนอกถึงเย็นแล้วจึงต้อนเข้าคอก ส่วนถ้าเป็นหน้าฝนจะดูสภาพอากาศให้แน่ใจก่อนว่าในวันนั้นจะมีฝนหรือไม่ เพราะถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ปล่อย เนื่องจากไม่ต้องการให้แพะโดนฝนอาจจะป่วย อีกทั้งสภาพพื้นดินที่มีน้ำขังอาจเป็นต้นเหตุทำให้แพะเป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย

นอกจากนั้น จะต้องดูเรื่องเลือดชิดที่เกิดจากการผสมพันธุ์ โดยคุณแดงมักจะเก็บพ่อพันธุ์ไว้ ส่วนลูกแพะเพศผู้ที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 15-25 กิโลกรัมมักจะขายออกไป ขณะที่ตัวเมียถ้าไม่มีใครซื้อก็จะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์

สำหรับโรคที่เจอ ได้แก่ ฝีที่กลีบเท้า เนื่องจากติดเชื้อในช่วงฤดูฝนที่มักมากับน้ำท่วมขัง อีกโรคที่พบคือ พยาธิ ที่ทำให้ขนร่วงกับเป็นขี้กลาก นอกจากนั้น จะเกิดปัญหาเรื่องท้องร่วงที่มาจากแพะไปกินใบไม้ที่มีหนอนอยู่ตามใบ

แพะพันธุ์พื้นบ้าน

ในกรณีนี้คุณแดงใช้วิธีรักษาแบบภูมิปัญญาด้วยการใช้ใบเสือหมอบหรือใบสาบเสือบดคู่กับใบมะละกอคั้นเอาน้ำแล้วให้แพะกินก็ได้ผล แล้วเป็นวิธีที่ปลอดภัย แถมยังสร้างภูมิต้านทานให้แพะด้วย ส่วนวัคซีนคุณแดงจะฉีดเอง เป็นวัคซีนป้องกันพยาธิพร้อมกับยาบำรุง โดยจะฉีดในแพะที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน ฉีดเฉลี่ยปีละครั้งในแพะที่มีสุขภาพปกติ ยกเว้นในกรณีที่แพะติดเชื้อหนักก็จะฉีดเพิ่ม

ถึงแม้แพะของคุณแดงจะถูกเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้ขาดการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพและความสะอาด ฉะนั้น ในแต่ละปีผู้เลี้ยงแพะรายนี้จึงมีรายได้จากการขายแพะประมาณ 2-3 หมื่นบาท แล้วถือเป็นรายได้ที่มากพอเมื่อเทียบกับการเลี้ยงที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก

 

ต่อยอด สร้างมูลค่าจากแพะได้มากมาย

คุณแดงไม่ได้เลี้ยงแพะเพื่อขายเนื้ออย่างเดียว โดยได้ใช้ประโยชน์จากมูลแพะด้วยการนำมาใส่ต้นไม้หลายชนิด แล้วยังนำมาบรรจุใส่กระสอบขนาด 25 กิโลกรัม ขายราคากระสอบละ 20 บาท โดยมีชาวบ้านซื้อไปใช้ผสมกับวัสดุอื่นแล้วใส่พืชผลทางการเกษตร

ขณะเดียวกัน เขาเห็นว่าในบางคราวมูลแพะมีจำนวนมากจึงทดลองนำไส้เดือนมาเลี้ยงเพื่อผลิตปุ๋ยไส้เดือน แล้วได้นำไปตรวจที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าปุ๋ยมูลไส้เดือนจากมูลแพะมีธาตุอาหารตัว P และ K สูงมาก ซึ่งเหมาะกับการใส่ในพืชกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ เลยเกิดความคิดสร้างมูลค่ามูลแพะอีกครั้งด้วยการนำไปใช้เลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตเป็นปุ๋ย ปรากฏว่าประสบความสำเร็จสามารถขายจนทำให้มีรายได้อีกทาง พร้อมกับใช้ชื่อสินค้าว่า “บุญสม”

คุณแดงให้รายละเอียดการผลิตปุ๋ยไส้เดือนจากการใช้มูลแพะว่า เมื่อเก็บมูลแพะจากคอกแล้วให้นำมาใส่กระสอบแล้วนำไปแช่ในน้ำประมาณ 3-4 วัน เพื่อต้องการให้ความร้อนในมูลแพะคลายตัวออกก่อน หลังจากนั้น ให้นำขึ้นมาผึ่งแดดแรงสัก 1 วันเต็ม แล้วค่อยนำไปตักใส่ในบ่อวงซีเมนต์ หลังจากนั้น จึงปล่อยไส้เดือนเพื่อให้กินมูลแพะเป็นอาหาร

ระยะเวลากว่าได้มูลไส้เดือนจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปริมาณมูลแพะกับจำนวนไส้เดือนที่ปล่อยในบ่อเดียวกัน ซึ่งปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 7 วันจึงจะหมดบ่อ แต่คุณแดงมักไม่รอให้ครบ เขามักจะใช้เวลาเพียง 2-3 วัน เพื่อที่จะช้อนมูลไส้เดือนที่อยู่ด้านบนออกมาใช้งานก่อน

สำหรับบุญสมมูลไส้เดือนจะผลิตสินค้าออกมาหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นดินไส้เดือนที่บรรจุถุงละ 1 กิโลกรัม ขายราคาถุงละ 25 บาท แต่ถ้าลูกค้าซื้อจำนวนมากเป็นกระสอบ 100 กิโลกรัม จะเหลือเพียงราคากิโลกรัมละ 10 บาท

ต้นอ่อนผักบุ้งจีนเกิดจากความคิดต่อยอดที่มีดินมูลไส้เดือนจำนวนมาก จึงทำให้คุณแดงนำมาใช้เพาะปลูกต้นอ่อนผักบุ้งจีน ด้วยการนำเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งที่หาซื้อทั่วไปหว่านลงในกระบะปลูกที่มีหลายขนาด โดยใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน จะมีลำต้นยาวประมาณ 10 เซนติเมตร บรรจุใส่ถุงขนาด 2 ขีด ราคาห่อละ 50 บาท แต่ในกรณีที่ซื้อเป็นกิโลกรัมขายราคา 150 บาท ต่อกิโลกรัม

ความจริงการปลูกต้นอ่อนผักบุ้งจีนไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าต้องการให้มีคุณภาพดี ต้นสวย ยอดสวย ขายได้ราคาสูงก็ควรมีการบริหารจัดการเรื่องแสงแดดกับปริมาณการให้น้ำที่พอเหมาะ ควรตั้งวางกระบะในสถานที่มีแดดส่องถึงปานกลาง น้ำที่ใช้รดถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนกับหน้าหนาววันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าหน้าฝนอาจจะเพียง 1 ครั้ง

สำหรับเมนูต้นอ่อนผักบุ้งจีนที่มักนิยมนำไปปรุงอาหาร ได้แก่ ใช้ตำ หรือยำ หรืออาจใช้ผัด เป็นที่นิยมของลูกค้ามาก คุณแดง บอกว่า ในช่วงหน้าเทศกาลที่สวนผึ้งจะขายได้ถึงสัปดาห์ละ 30 กิโลกรัม แต่ในช่วงปกติสัปดาห์ละ 10 กิโลกรัม โดยนำไปวางขายที่ร้านอาหาร

อีกสินค้าที่เกษตรกรหนุ่มรายนี้ทำคู่ขนานคือ น้ำหมักจุลินทรีย์ ที่ครั้งแรกทำขึ้นด้วยเหตุผลไว้ใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของตัวเองเพื่อย่อยสลายมูลแพะที่จับเป็นเม็ดให้ละลาย รวมถึงยังนำไปใช้ดับกลิ่นต่างๆ ภายในบริเวณพื้นที่ด้วย

“น้ำหมักจุลินทรีย์ได้รับความนิยมซื้อเพื่อนำไปใช้ตามร้านอาหารหลายแห่งในสวนผึ้ง เพราะมีคุณสมบัติช่วยดับกลิ่นจากการหมักหมมของเศษอาหารหรือในห้องสุขาให้ย่อยสลายแล้วทำให้กลิ่นเหม็นหายไป จำหน่ายเป็นแบบขวดลิตรราคา 50 บาท หรือแบบบรรจุเป็นแกลลอนขนาด 5 ลิตร ขายแกลลอนละ 200 บาท”

คุณแดงชี้ว่า โดยภาพรวมแล้วรายได้ที่ได้รับทั้งหมดถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งนี้ กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้แต่ละชนิดสามารถทดแทนกันได้จึงทำให้มีรายได้เข้ามาตลอดและต่อเนื่อง สามารถใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างสบาย ที่สำคัญยังเหลือนำไปชำระหนี้สินที่เคยมีจนหมดแล้ว

ส่วนแผนการในอนาคต คุณแดงมองว่า ทุกกิจกรรมที่ทำอยู่ตอนนี้ทั้งหมดถือว่าเข้าที่แล้ว เพียงแต่ค่อยๆ ปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้มีคุณภาพและความปลอดภัยต่อผู้บริโภค อีกทั้งยังต้องปรับหีบห่อให้ทันสมัยเพื่อสร้างแรงจูงใจ ก่อนที่จะเริ่มวางแผนบุกตลาดที่กว้างกว่าเดิมโดยอาศัยทุกช่องทาง

“การทำกิจกรรมเกษตรไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้มาก่อนก็ได้ เพราะสามารถหาความรู้หลากหลายได้จากอินเตอร์เน็ต ขณะเดียวกัน การมีพื้นที่มาก-น้อยก็ไม่ใช่ปัญหาหรือเงื่อนไข คุณอาจใช้บริเวณรอบบ้านเพื่อปลูกพืชผักอย่างใดอย่างหนึ่งที่ง่ายๆ ก่อน ฝึกฝนให้เกิดความชำนาญแล้วค่อยคิดต่อยอด แต่สิ่งสำคัญคือความตั้งใจและความอดทนที่แต่ละคนมีมากเพียงพอแค่ไหน” คุณแดง กล่าวฝาก

คุณแดงนับเป็นคนรุ่นใหม่ชนิดหัวไวใจสู้ แนวคิดของเขาเริ่มจากเล็กๆ แล้วค่อยขยายต่อยอดอย่างระมัดระวัง ใช้สติปัญญาออกแบบวางผังการทำเกษตรกรรมทุกอย่างได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพ จนนำมาสู่รายได้อย่างดี แม้มีพื้นที่ทั้งหมดเพียง 2 งาน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณแดง โทรศัพท์ (081) 685-3041 หรือ เฟซบุ๊ก : บุญสมมูลไส้เดือน หรือ ไลน์ : maimamdad

บทความก่อนหน้านี้น้ำผึ้งชันโรง แบรนด์ “บ้านเกาะแลหนัง” ที่สงขลา สะอาด ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ
บทความถัดไปสาว รพ. ตรัง ปิ๊งไอเดีย ทำวุ้นกะทิแฟนซีทุเรียนขาย บอกเลยออเดอร์ล้น!!!