ส่องอาชีพหน้าแล้ง ‘หารังผึ้งป่า’ ที่คนขายเจ็บตัว แต่คนกินสุขใจ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ถนนหมายเลข 2076 สาย อ.ท่าตูม – อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ช่วงหลัก กม.ที่ 14 ก่อนถึงบ้านสำโรง ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร สองข้างทางริมถนนสายนี้ จะมีอาชีพหนึ่งที่มีเฉพาะหน้าแล้ง ที่คนขายต้องยอมเจ็บตัวกว่าจะได้มาขาย นั่นคืออาชีพหา “รังผึ้งป่า” มาขาย ที่หาได้เฉพาะหน้าแล้ง โดยเพาะช่วงเดือน 3 ถึงเดือน 5 รังผึ้งจะมีน้ำหวานและมีตัวอ่อนที่ชวนรับประทานเป็นอย่างยิ่ง เป็นที่ต้องการของนักกินผึ้งที่ต้องเดินทางมาที่นี่ เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น

นายสมพร จะยันรัมย์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 176 หมู่ 4 บ้านสำโรง กล่าวว่า ทำอาชีพนี้มาหลายปีแล้ว ซึ่งคนในหมู่บ้านต่างก็ออกหารังผึ้งขายเช่นกันหลังจากว่างเว้นจากการทำนา โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่คนในหมู่บ้านไม่มีงานทำจึงพากันมาทำอาชีพเสริม เพราะหมู่บ้านเราติดกับหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ สร.5 (หินล้ม-พนมดิน) เหมาะกับอาชีพหาของป่าขาย ถ้าเป็นหน้าแล้งก็จะเป็นรังผึ้งป่ากับไข่มดแดง ส่วนหน้าฝนก็จะเป็นเห็ดป่าและผลไม้ป่า ซึ่งเป็นของที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่มีมากมายตามฤดูกาล แล้วแต่สภาพอากาศ การหารังผึ้งป่าต้องออกหากันแต่เช้า เพราะกว่าจะออกไปหาได้ก็เกือบทั้งวัน ถ้าหาได้เร็วก็จะนำออกมาวางขายได้ทันช่วงบ่ายๆ ซึ่งทันกับช่วงที่คนเลิกงานเดินทางกลับบ้านพอดี แต่ถ้าหาได้ตอนเย็นก็จะนำออกมาวางขายตอนเช้า แต่ช่วงบ่ายจะขายดีกว่า

“สำหรับการหารังผึ้งป่าบางคนก็จะนำเอากาบมะพร้าวแห้งมาเผาเอาควันไล่ผึ้ง บางคนก็จะใช้มีดตัดเอากิ่งไม้ที่มีรังผึ้งเกาะอยู่เลย จะไม่มีใครใช้สเปรย์สารเคมีฉีดเพื่อไล่ผึ้ง เพราะกลัวจะเสียลูกค้าหากเขารู้ภายหลัง ต่อไปเขาก็จะไม่มาซื้อของเรา ชาวบ้านที่นี่เราคุยกันแล้วว่าจะไม่ทำอย่างนั้น เพื่อของป่าของเราจะได้เป็นของจากธรรมชาติจริงๆ ไม่มีสารเคมีเจือปน ส่วนคนที่เริ่มออกหารังผึ้งป่าแรกๆ ก็มักจะโดนผึ้งต่อยหนักบ้างเบาบ้างก็แล้วแต่สถานการณ์ กว่าจะได้รังผึ้งป่ามาหนึ่งรัง ก็เจ็บตัวไปตามๆ กัน ส่วนคนที่ออกหามานานแล้วก็มักจะโดนจนชิน จนไม่มีความรู้สึกอะไรมากนอกจากแสบๆ คันๆ เท่านั้น” นายสมพรกล่าว

นายสมพรกล่าวอีกว่า ช่วงที่ขายดีที่สุดคือช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลและรังผึ้งในป่ามีมากและรังใหญ่ ราคาขายก็มีตั้งแต่ 50 -500 บาท แล้วแต่ขนาดรัง โดยจะดูที่ขนาดของน้ำผึ้งเป็นหลัก หากรังที่เป็นน้ำหวานมีขนาดอ้วนใหญ่มากก็จะแพง และรังที่มีตัวอ่อนมากก็จะขายได้ราคาดีเช่นกัน ซึ่งช่วงที่ขายดีจะมีรายได้เดือนละเกือบ 2 หมื่นบาท ทำให้พอลืมตาอ้าปากได้บ้างในหน้าแล้ง เพื่อรอฤดูทำนา