เลี้ยง’หนอนนก’อาชีพเสริม กิโลกรัมละ 300 บาท

จากกระแสของความนิยมในการเลี้ยงนกกรงหัวจุก หรือนกปรอทหัวโขนมานาน โดยเฉพาะระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดสงขลา และอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ และในบางพื้นพบว่ามีการเลี้ยงกันแทบทุกครัวเรือน และแต่ละครัวเรือนเลี้ยงนกกรงหัวจุกไม่น้อยกว่า 1 ตัว สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการเลี้ยงนกกรงหัวจุกมากกว่า 1 ตัวในแต่ละครัวเรือน เป็นเพราะมีการแข่งขันประกวดประชันเสียงของนกกรงหัวจุก

การเลี้ยงนกกรงหัวจุกที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเฟื่องฟูตามไปด้วย หนึ่งในนั้นคือการเลี้ยง “หนอนนก” ซึ่งเป็นอาหารของนกกรงหัวจุก จนถึงขณะนี้มีผู้เพาะเลี้ยงหนอนนกเพื่อจำหน่ายหลายราย

ลุงหมู่ ลิ้มสกุล อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ถนนจันทร์วิโรจน์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา บอกว่า การเพาะเลี้ยงหนอนนก เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ การเลี้ยงไม่ยาก ไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้เนื้อที่ก็ไม่มากประมาณ 5 คูณ 5 เมตรบริเวณเรือนที่อยู่อาศัย

“หนอนนกตอนนี้ ทำราคาได้ดี โดยขายส่ง 250-300 บาท / กิโลกรัม ลูกค้าก็เป็นกลุ่มผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก และนกทั่วไป โดยสามารถส่งขายได้เฉลี่ยอาทิตย์ละ 30 กิโลกรัม รายได้ต่อเดือนนับหมื่นบาท โดยขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ 140 ถาด และเป็นตัวหนอน 150 ตัว ผมยึดอาชีพเลี้ยงหนอนนกมากว่า 1 ปี ขณะนี้ได้ขยายการเลี้ยงหนอนนกจาก 5 ถาด จนขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ถึง 140 ถาด”

ลุงหมู่ยังบอกถึงวิธีการเลี้ยงว่า เริ่มจากเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ประมาณ 70 วัน จนเป็นดักแด้แล้วรออีกประมาณสัก 6-7 สัปดาห์ แล้วก็จะกลายเป็นตัวด้วงสีดำ โดยแต่ละถาดจะมีตัวด้วงประมาณ 400 ตัว จากนั้นแล้วตัวด้วงก็จะไข่ออกมา และฟักไข่อีกประมาณสัก 7 วัน จนกระทั่งกลายเป็นตัวอ่อนของหนอนนก จากนั้นใช้เวลาเลี้ยงตัวอ่อนอีกประมาณ 2 เดือน จึงถึงเวลาที่สามารถจับขายได้ แต่จะต้องควบคุมอุณภูมิให้อยู่ที่ไม่เกิน 28 องศาเซลเซียส เพราะหากสูงกว่านั้นหนอนจะตาย โดยอาหารสำหรับใช้เพาะเลี้ยงตัวหนอนในทุกขั้นตอน จะใช้รำสาลีหรืออาหารลูกไก่ก็ได้

คุณลุงหมู่บอกด้วยว่า ปัจจุบันหนอนนกกลายเป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกที่มีอยู่จำนวนมาก จนการผลิตหนอนนกออกจำหน่ายในแต่ละรุ่นไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงหนอนนก สามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้ แต่ผู้เลี้ยงจะต้องมีความอดทน เพราะต้องใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงค่อนข้างนาน แต่เมื่อเทียบกับราคาที่ขายได้ถึงกิโลกรัมละ 300 บาทแล้ว ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อยทีเดียว

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์

บทความก่อนหน้านี้ข้าวโพดอินทรี 2 ที่กลางดง งานวิจัยที่สร้างเศรษฐกิจชุมชนปีละ 1,000 ล้านบาท
บทความถัดไปเกษตรกรแม่นาเรือ ปลูกผักหลังนา ทำรายได้สู้แล้ง