แปรรูปมะม่วงหิมพานต์ สินค้าคุณภาพ สร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสนำเกษตรกรปราดเปรื่องหรือสมาร์ทฟาร์เมอร์ และยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer, Yong Smart Farmer) ของจังหวัดพะเยา ไปศึกษาดูงานวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งผลิตมะม่วงหิมพานต์จำหน่าย มาดูข้อมูลของตำบลหาดล้า ซึ่งเดิมเป็นตำบลที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำน่าน อยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอท่าปลา (เดิม) เมื่อ พ.ศ.2512 ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมครอบคลุมพื้นที่ของตำบลหาดล้า ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำมาสู่ที่อยู่ใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้จัดสรรพื้นที่ทำกิน โดยจับสลาก ครอบครัวละ 15 ไร่ ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า จึงประกอบไปด้วยประชาชนหลากหลายหมู่บ้าน หลายตำบลของอำเภอท่าปลาที่โยกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นผังๆ รวมกันเป็นตำบลหาดล้า

ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอท่าปลา มีเนื้อที่ทั้งหมด 56.964 ตารางกิโลเมตร จำนวนราษฎร 5,317 คน 1,168 ครัวเรือน แบ่งการปกครองตามลักษณะพื้นที่ออกเป็น 9 หมู่บ้าน ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล จากกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2539 ตำบลหาดล้า มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา และบางส่วนเป็นที่ราบเชิงเขามีเนินสลับ (คล้ายลูกระนาด) มีลำห้วย 9 สาย คือ ห้วยอีบุต ห้วยรกช้าง ห้วยสิงห์ ห้วยคลองชมภู ห้วยผาเข็ม ห้วยงุ้นใหญ่ ห้วยงุ้นน้อย ห้วยชำ ห้วยอ้อม ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตร แต่จะแห้งขอดในช่วงฤดูแล้ง เมื่อเดินทางถึงบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้มีที่รวมตัวกันปลูกและแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งทางแถบภาคเหนือ มีคุณภาพ และปริมาณผลผลิตต่อปีไม่แพ้ทางภาคใต้และภาคตะวันออก เป็นแหล่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการปลูกและแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ในระดับประเทศทีเดียว บ้านหาดไก่ต้อย อยู่ทางทิศใต้ของอำเภอท่าปลา ประมาณ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 20 นาที

– ทิศเหนือ ติดต่อกับ หมู่ที่ 4 บ้านโป่งแก้ว ตำบลหาดล้า

– ทิศใต้ ติดต่อกับ หมู่ที่ 9 บ้านเนินสิงห์ ตำบลร่วมจิต

– ทิศตะวันออก ติดต่อกับ หมู่ที่ 11 บ้านผาแก่น ตำบลท่าปลา

– ทิศตะวันตก ติดต่อกับ หมู่ที่ 2 บ้านตีนดอย ตำบลหาดล้า

 

พืชทนแล้งได้ดี

ลักษณะภูมิประเทศของตำบลนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง มีคลองสิงห์ไหลผ่านใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะคลองสิงห์ไหลผ่านจะเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของหมู่บ้านน้ำสิงห์ใต้ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าปลา แต่พื้นที่ทำกินการเกษตร บ้านหาดไก่ต้อยจะอยู่บนเนินเขาทั้งหมด โดยแบ่งเป็น พื้นที่ราบน้ำท่วมถึง คิดเป็น ร้อยละ 20 ที่ราบเนินเขาน้ำท่วมไม่ถึง คิดเป็น ร้อยละ 30 ภูเขาสูง คิดเป็นร้อยละ 50 ชุมชนส่วนมากของบ้านหาดไก่ต้อย มีรายได้จากการแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ดีมาก เช่น รับจ้างขูดหรือลอกเยื่อเมล็ดมะม่วง บ้างก็รับจ้างแกะเปลือก บางส่วนก็แปรรูป และยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่รับงานไปทำที่บ้าน ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ในตำบลหาดล้า ปลูกมะม่วงหิมพานต์เป็นอาชีพหลัก แปรรูปเองและจำหน่ายต้นพันธุ์อีกด้วย พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และพันธุ์ศรีสะเกษ 60-2

ภาพที่ 13 เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอดแล้วอบ หวาน มัน เต็มเม็ด

เนื่องจาก มะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชที่ลงทุนต่ำ ทนแล้ง ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการส่งออกต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 117 ล้านบาท ในปี 2547 มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ ประมาณ 180,000 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ประมาณ 150,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 40,000 ตัน จังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกที่สำคัญ คือ ระนอง ชลบุรี อุบลราชธานี พังงา ปัตตานี และระยอง ผลผลิตสามารถเก็บไว้ได้นานไม่เน่าเสียง่ายเหมือนผลไม้ทั่วไป มะม่วงหิมพานต์นั้นเดิมทีเป็นไม้ผลพื้นเมืองของอเมริกาใต้ มีปลูกกันทั่วไปตั้งแต่เม็กซิโกจนถึงเปรู ต่อมาได้ขยายพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวางในทวีปแอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ตามหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ตลอดจนถึงทวีปเอเชีย ประเทศที่นับได้ว่าเป็นผู้ส่งออกผลิตผลจากมะม่วงหิมพานต์รายใหญ่ของโลก ได้แก่ อินเดีย โมซัมบิก แทนซาเนีย บราซิล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย มะม่วงหิมพานต์ได้ปลูกกระจายไปทั่วประเทศ แต่ปลูกมากทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดตราดและจังหวัดอุตรดิตถ์ ก็ได้มีการนำมะม่วงหิมพานต์มอบให้เกษตรกรในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ที่อพยพจากที่ทำกินเดิม ที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนสิริกิต์ เพื่อปลูกขยายพันธุ์เช่นกัน มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ผลยืนต้น ตระกูลเดียวกับมะม่วง มีขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อนและฝนตกชุก เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ สูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร กิ่งทอดยาว แผ่ออกข้างๆ กิ่งใหญ่ หรือส่วนโคนของกิ่งใหญ่ๆ  ถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะไม่มีกิ่งแขนงเกิด แต่ถ้าได้รับการตัดแต่งหรือบังคับ ก็จะมีกิ่งแขนงแตกออกตามทิศทางที่เราต้องการได้ ลักษณะของใบจะค่อนข้างหนาคล้ายรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยาว ประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้าง ประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง

ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร บางดอกมีแต่เกสรตัวผู้ บางดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดังนั้น การผสมพันธุ์จึงผสมในช่อเดียวกัน ลักษณะดอกเป็นช่อ ใน 1 ดอก ประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล 5 กลีบ เมื่อแรกบานกลีบดอกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมเหลือง แต่ละดอกมีขนาดเล็กมาก เมื่อเวลาดอกบาน กลีบดอกทั้ง 5 ม้วนเข้าหากลีบเลี้ยง คงโผล่ให้เห็นยอดเกสรตัวเมียชัดเจน เกสรตัวผู้ อยู่ภายในดอก 9 อัน และมีรังไข่อยู่ที่ก้านเกสรตัวเมีย ผลของมะม่วงหิมพานต์ ผลมีลักษณะแปลกประหลาด ส่วนที่เป็นผลคือก้านของดอกที่ขยายตัวพองขึ้นและส่วนที่เป็นผลจริงๆ คือ เมล็ดที่มีรูปร่างเหมือนไตติดอยู่ตรงปลายสุด เมื่อยังอ่อนมีสีเขียว และขยายเติบโตจนใหญ่กว่าผลในระยะแรก ก้านดอกเมื่อได้ขนาดก็หยุดเจริญเปลี่ยนเป็นสีเทา และพร้อมกันนี้ดอกที่เป็นผลปลอมก็เริ่มขยายเบ่งตัวพองโตขึ้นจนใหญ่กว่าเมล็ด เมล็ดขนาดยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ถ้าผ่าเมล็ดออกเปลือกเมล็ดจะหนาราว 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดในมีสีขาวนวลประกบกัน 2 ซีก เปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย

 

รวมกลุ่มพัฒนา

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันปลูกและแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นส่วนใหญ่ และมีรายได้จากการแปรรูปที่ดีมาก มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รับซื้อและคัดเลือกเมล็ดมะม่วง โดยมี คุณวันทรา ผ่านคำ เป็นประธานกลุ่ม โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอท่าปลา เขื่อนสิริกิติ์ และอีกหลายหน่วยงานให้การสนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์และโรงเรือนเก็บผลผลิต ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัวคุณพ่อสำรวย ขำทอง และ คุณแม่ลำดวน ขำทอง ได้ปลูกพืชและทำไร่หาปลาอยู่บริเวณใกล้เคียงที่เป็นเขื่อนสิริกิติ์ในปัจจุบัน

ภาพที่ 1 คุณวันทา ฝานคำ กับผลิตภัณฑ์เม็ดมะม่วงคุณภาพ

ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอท่าปลา (เดิม) และเมื่อปี พ.ศ.2512 ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมครอบคลุมพื้นที่ของตำบลหาดล้า ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำมาสู่ที่อยู่ใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้จัดสรรพื้นที่ทำกิน โดยวิธีการจับสลากครอบครัวละ 15 ไร่ ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า จึงประกอบไปด้วยประชาชนหลากหลายหมู่บ้าน หลายตำบลของอำเภอท่าปลาที่โยกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นตำบลหาดล้าปัจจุบัน เมื่อแรกที่อพยพกันมาใหม่ๆ นั้น คุณพ่อไม่รู้ว่าจะปลูกอะไรดี กล้วยและอ้อยที่นำมาปลูกก็ไม่ค่อยได้ผลมากนัก เนื่องจากน้ำท่าไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนที่เดิม ประกอบกับหน้าแล้งก็แล้งจัด คุณพ่อจึงได้นำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เข้ามาปลูกเป็นรายแรกๆ ของตำบลหาดล้าก็ว่าได้ แต่เนื่องจากสมัยนั้นชาวบ้านยังไม่ค่อยรู้จักและนิยมบริโภคมากนัก การแกะเมล็ดก็ยุ่งยากทีเดียว เนื่องจากยังไม่มีเครื่องแกะเมล็ด แต่การปลูกและขยายพันธุ์ก็ดำเนินมาเรื่อยๆ พร้อมๆ กับการปลูกพืชไร่อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย

คุณวันทรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประมาณปี พ.ศ. 2549 เกิดน้ำป่าไหลบ่า ทำให้ภูเขาถล่มในพื้นที่ เกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรมากมาย ทางกองงานในพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เข้ามาสนับสนุนในด้านเงินทุนตลอดจนพันธุ์มะม่วงหิมพานต์และเครื่องมือที่ใช้ในการแปรรูปแบบครบวงจร จึงทำให้มีการรวมกลุ่มของชาวบ้านในแถบใกล้เคียงปลูกขยายพันธุ์และแปรรูปมะม่วงหิมพานต์เพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว เมื่อเริ่มเข้าปีที่ 3 ของการปลูกก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยจะออกผลในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวแล้วจะต้องนำผลที่ได้ไปตากแดด ประมาณ 2-3 วัน ให้แห้ง แล้วจึงจะนำมาส่งขาย ในราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท จากนั้นก็จะนำเมล็ดที่ได้เข้าสู่กระบวนการแปรรูปโดยนำผลมะม่วงหิมพานต์ไปต้มในน้ำเดือดจัด นาน 1 ชั่วโมง แล้วตักขึ้น ผึ่งทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นจึงนำผลที่ต้มแล้วไปกะเทาะเปลือก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานคนในการกะเทาะเปลือกออกทีละผล ซึ่งทางกลุ่มจะจ้างแรงงานชาวบ้านในชุมชนทำและให้ค่าจ้างตามผลผลิตที่แกะออกได้ ในอัตรา กิโลกรัมละ 13 บาท (ใน 1 วัน ต่อ 1 คน จะสามารถทำได้ ประมาณ 13-15 กิโลกรัม ตามความชำนาญ) เมื่อกะเทาะเปลือกออกแล้ว ก็จะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่มีเยื่อหุ้ม ต้องนำเมล็ดเหล่านั้นเข้าตู้อบแห้งอีกครั้งเพื่อไล่ความชื้นออก จากนั้นจึงนำไปแกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้คนในชุมชนให้มารับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์หรืออาจนำไปแกะเยื่อที่บ้านก็ได้ โดยให้ค่าจ้างเป็นกิโลกรัม แล้วแต่ตกลงกัน เมื่อแกะเสร็จก็จะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่เรียกว่า “เมล็ดขาว” เมล็ดขาวเหล่านี้จะถูกส่งมาเพื่อคัดขนาดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะส่งจำหน่ายต่อไป ปัจจุบัน ทางกลุ่มยังได้แปรรูปในลักษณะการปรุงรส อบหรือทอดจำหน่าย ด้วยเป็นการเพิ่มมูลค่า เมล็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถคัดเกรดคุณภาพได้เป็น 5 ประเภทด้วยกัน คือ ขนาดใหญ่ ราคา 240 บาท ต่อกิโลกรัม ขนาดกลาง ราคา 200 บาท ต่อกิโลกรัม ขนาดเล็ก ราคา 170 บาท ต่อกิโลกรัม เมล็ดครึ่งซีก ราคา 160 บาท ต่อกิโลกรัม และเมล็ดป่น ราคา 20-30 บาท ต่อกิโลกรัม (เมล็ดป่นนำไปโรยหน้าเค้กและทำเบเกอรี่) โดยเมล็ดดิบ ปริมาณ 4.5 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปแล้วจะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ 1 กิโลกรัม

 

พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า

มะม่วงหิมพานต์ที่ปลูกอยู่ทั่วโลกมีไม่ต่ำกว่า 400 พันธุ์ แต่พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าในปัจจุบันมีไม่มากนัก ซึ่งได้จากการคัดเลือกพันธุ์พื้นเมืองที่มีลักษณะดีตรงตามความต้องการ สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้คัดเลือก และได้ผ่านการรับรองพันธุ์แล้ว จำนวน 2-3 พันธุ์ คือ พันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และศรีสะเกษ 60-2 นอกจากพันธุ์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมี พันธุ์ศิริชัย 25 ซึ่ง เกษตรกรบางรายอาจคัดเลือกพันธุ์ดีจากแหล่งต่างๆ มาปลูกเองก็ได้มะม่วงหิมพานต์สามารถปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี เพาะใส่ถุงขนาด 5×8 นิ้ว หรือปลูกลงในหลุมเลย โดยกดเมล็ดด้านเว้าลงให้จมจนมิด วางเมล็ดเอียง 45 องศา อายุต้นกล้าที่เพาะในถุงพลาสติกไม่ควรเกิน 4 เดือน ก่อนย้ายลงปลูก โดยขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร จากนั้นผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม

ภาพที่ 6 กะเทาะเม็ดมะม่วงหิมพานต์ด้วยเครื่องกะเทาะ

นำต้นมะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติดกับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก จึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น แม้ว่ามะม่วงหิมพานต์จะเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่ถ้ามีการปฏิบัติบำรุงรักษาที่ดีแล้ว จะทำให้มะม่วงหิมพานต์เจริญเติบโตดี และให้ผลผลิตสูงขึ้น การปฏิบัติดูแลรักษามะม่วงหิมพานต์ที่ถูกต้อง ควรมีการใส่ปุ๋ย  เมื่อมะม่วงหิมพานต์มีอายุประมาณ 3-4 ปีขึ้น ควรพรวนดินตื้นๆ เป็นวงแหวนรอบบริเวณรัศมีของทรงพุ่ม ไม่ควรพรวนดินลึกเข้าไปภายในทรงพุ่ม เพราะจะกระทบกระเทือนระบบราก แบ่งจำนวนปุ๋ยที่จะใส่ออกเป็น 4 ส่วน ใส่ปุ๋ยบริเวณรอบๆ ทรงพุ่มตรงบริเวณที่พรวน ประมาณ 3 ส่วน อีก 1 ส่วน โรยบนพื้นดินภายในทรงพุ่ม แต่ควรระวังอย่าใส่ปุ๋ยให้ชิดกับโคนต้น เพราะปุ๋ยจะทำให้เปลือกของลำต้นเน่า และจะทำให้ตายได้ เหตุผลที่ใส่ปุ๋ยรอบบริเวณรัศมีทรงพุ่ม เพราะรากฝอยและรากแขนงซึ่งเป็นรากที่หาอาหารของต้นไม้จะอยู่มากในบริเวณรัศมีทรงพุ่ม หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วควรรดน้ำด้วย เพื่อเป็นการให้ปุ๋ยละลายแทรกซึมลงไปในดิน รากจะใช้ได้ทันที

              

การจัดการเพื่อเสริม

ความสมบูรณ์ แข็งแรง

ของต้นและผลผลิต 

เมื่อมะม่วงหิมพานต์ มีอายุ 1-2 ปี ควรตัดแต่งให้เหลือลำต้นเดียว-ตัดแต่งกิ่งทุกปี โดยตัดแขนงที่ไม่สมบูรณ์ อยู่ในทรงพุ่ม หรือกิ่งที่มีโรคแมลงทำลาย ปีแรกควรตัดกิ่งแขนงให้สูงจากดินไม่เกิน 1 คืบ ปีที่ 2 ควรตัดแต่งกิ่งแขนงให้สูงจากดิน ประมาณ 1 ไม้บรรทัด ส่วนในปีต่อๆ ไป ควรตัดแต่งกิ่งแขนงขยับขึ้นเรื่อยๆ จนถึงประมาณเมตรครึ่งให้หยุดตัดได้

 

ข้อควรพิจารณา

ในการตัดแต่งกิ่ง

ตัดแต่งกิ่งแขนงเล็กที่เกินไปทางกิ่งลำต้นใหญ่ออกตัดกิ่งแขนงเล็กที่ใบไม่ถูกแสงออกทรงพุ่มที่เกิดชิดและชนกันระหว่างต้นให้ตัดออกขณะที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ยังเล็ก อายุไม่เกิน 1 ปี ในระยะที่ฝนทิ้งช่วงควรมีการรดน้ำบ้าง เพื่อช่วยต้นมะม่วงหิมพานต์ให้เติบโต ผ่านพ้นไปจนสามารถยืนต้นเองได้

จะเห็นได้ว่ามะม่วงหิมพานต์ปลูกง่าย ดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ทนแล้ง โรคแมลง ศัตรูมีน้อยมาก ผลผลิตในปัจจุบันมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ข้อดีของมะม่วงหิมพานต์คือ ทุกส่วนของต้น สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด เปลือกที่แกะเมล็ดออกแล้วสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มเมล็ดได้ หรืออาจจะรวบรวมส่งโรงงานเพื่อสกัดสารเคมีในการทำน้ำมันเบรกก็ได้ ส่วนผลผลิตที่มีคุณภาพดี ตลาดมีความต้องการจำนวนมาก การลงทุนต่ำ ผลตอบแทนค่อนข้างสูง ใช้แรงงานในครัวเรือนในการแปรรูปได้ ไม่ต้องเข้าไปหางานทำในเมือง อาจกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีอนาคตสดใสไม่น้อยทีเดียว

ปัจจุบัน ทางกลุ่มประสบปัญหาการแย่งซื้อผลผลิตจากโรงงานแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ จากจังหวัดน่าน ซึ่งมีโรงงานเกือบ 20 แห่ง กลุ่มจึงมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการผลผลิต เช่น รับซื้อเพื่อเก็บสินค้าคงคลังไว้

 

ท่านที่สนใจข้อมูลการปลูกและขยายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์เพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอท่าปลา เลขที่ 144 หมู่ที่ 1 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์  โทร. (055) 499-121 และที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (086) 931-4924

บทความก่อนหน้านี้น้ำลูกหว้าผง-ขี้ผึ้งสีปากเนยสด ผลงาน เทคนิคมวกเหล็ก
บทความถัดไปแปรรูปไผ่เป็น “ใยไผ่ขัดผิว” สร้างเงิน สร้างอาชีพ