ลูกชิด ได้มาจากลูกต๋าว มีมากที่เมืองน่าน

ต๋าว เป็นพืชป่า ที่สมัยก่อนมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างจังหวัดเลย อุตรดิตถ์ น่าน

ที่จังหวัดน่าน มีการใช้ประโยชน์จากต๋าวมานานแล้ว ต่อมาประชากรของพืชชนิดนี้ลดลง ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงริเริ่มปลูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าที่จะได้ผลผลิต แต่ที่เห็นมีผลิตผลบริโภคกันอย่างต่อเนื่อง เพราะส่วนหนึ่งนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

ทางจังหวัดแพร่ น่าน เรียกไม้วงศ์ปาล์มที่นำผลผลิตมากินเป็นอาหารว่า ต๋าว

แต่ทางจังหวัดเลย เรียกว่า ตาว มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า “แก่วตาว” ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

ต๋าว มีถิ่นกำเหนิดในประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นอินเดียและไทย บริเวณที่ไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่เป็นป่าเขาที่สมบูรณ์และชุ่มชื้น พืชที่ใกล้เคียงกับต๋าวคือชก ขึ้นอยู่ทางใต้ ที่จังหวัดสราษฏร์ธานี มีเทือกเขาชื่อว่า “เขาชก”

ข้อแตกต่างระหว่างต๋าวกับชกคือใบต๋าวมีใบย่อยเรียงกันเป็นระเบียบในระนาบเดียวกัน แต่ใบชกมีใบย่อยเรียงตัวหลายระดับ

ทะลายต๋าว
ทะลายต๋าว

การใช้ประโยชน์จากต๋าวและชกนั้น สมัยก่อนประชากรของพวกเขามีมาก ชาวบ้านมักนำยอดอ่อนมาแกงจะได้อาหารที่มีรสชาติคล้ายแกงยอดมะพร้าว แต่ทุกวันนี้ ต้นของต๋าวและชกมีน้อย จึงใช้เฉพาะผลอ่อนมาแปรรูป โดยการเชื่อมใช้รับประทานเป็นของหวาน  คุ้นเคยกันดีในถ้วยขนมหวานและไอศครีม

ต๋าวและชกเมื่อผ่านการแปรรูปแล้ว ก็จะกลายเป็นลูกชิด

ใครรู้บ้างว่า…กว่าที่ต๋าวจะมีผลผลิต ต้องใช้เวลานานแค่ไหน

ต๋าวเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ต้นสูง 6-15 เมตร ไม่มีกิ่งแขนง โคนต้นไม่มีหน่อ ใบเป็นแฉกคล้ายใบมะพร้าว มีใบรูปขนนก โคนของเส้นใบมีกาบใบห่อหุ้มเรียกว่ารก

ออกดอกเป็นช่อ เริ่มออกดอกและติดผลทะลายแรกจากกาบใบบนสุด แล้วทะยอยลงมาข้างล่าง

ต้นกล้าต๋าว
ต้นกล้าต๋าว

ผลเป็นทะลาย มีหลายแขนง ไม่มีก้านผล

ตั้งแต่ปลูกจนออกดอก ใช้เวลา 8-15 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน ตั้งแต่ออกดอกจนผลแก่จัดใช้เวลา 36 เดือนหรือ 3 ปี

ต๋าวต้นหนึ่งให้ผลผลิตได้ 7-10 ทะลาย ทะลายหนึ่งมีประมาณ 3,000 ผล

ผลกว้าง 3.0-4.5 เซนติเมตร ส่วนใหญ่ในหนึ่งผลมี 3 เมล็ด เมื่อผลแก่เปลือกของเมล็ดจะกลายเป็นกะลาแข็งสีดำ

เนื่องจากจำนวนของต้นต๋าวในธรรมชาติมีน้อยลง แต่มีการใช้ประโยชน์จากต๋าวกันมาก ปัจจุบันจึงมีการเพาะเมล็ด แล้วปลูกในพื้นที่จังหวัดน่าน รวมทั้งจังหวัดพะเยา

ฤดูกาลเก็บเกี่ยวต๋าวอยู่ในช่วงปลายฝนเดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนมีนาคมของอีกปี

สมัยก่อน การสัญจรไปมาลำบาก วิธีการนำผลผลิตต๋าวออกจากป่า เป็นเรื่องยุ่งยาก

คนเก็บผลผลิตต๋าว จะรู้ก่อนว่า มีต๋าวขึ้นอยู่ป่าไหน เมื่อถึงเวลาก็รวบรวมสมัครพรรคพวก พร้อมอุปกรณ์และอาหารการกิน มุ่งไปยังจุดหมาย

เมื่อพบแหล่งต๋าว ก็สร้างที่พักขึ้นอย่างง่ายๆ โดยใช้ผ้ายางกันฝน

จากนั้นจึงเริ่มเก็บต๋าวจากต้น ซึ่งเมื่อก่อน ใช้วิธีโค่นต้น ซึ่งจะได้เป็นบางทะลายเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ คนเริ่มรู้คุณค่า จึงเก็บเฉพาะทะลายที่ได้ที่เท่านั้น

เมื่อได้ทะลายต๋าวขนาดใหญ่แล้ว ทำการปลิดผลจากขั้ว แล้วต้มในน้ำเดือดนานราว 1 ชั่วโมง นำผลที่ต้มตัดหัวหรือท้าย จากนั้นใช้ไม้บีบให้เนื้อในหลุดออกมา

 

กลายเป็นลูกชิดแล้ว
กลายเป็นลูกชิดแล้ว

อุปกรณ์ที่ใช้ต้มคือปีป หากต้มผลต๋าว 6 ปีป จะบีบได้เนื้อ 1 ถังหรือ 18-21 กิโลกรัม เนื้อต๋าวที่ได้จะถนอมไว้โดยการแช่น้ำ จากนั้นจึงนำออกมาจำหน่าย

วิธีการบีบเมล็ด
วิธีการบีบเมล็ด

การเข้าไปเก็บผลต๋าว เมื่อก่อนยุ่งยาก ต้องเสี่ยงกับโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะไข้ป่า การก่อฟืนก็ทำได้ยาก เนื่องจากเป็นช่วงฤดูมรสุม ฝนตกต่อเนื่องกันนาน แต่ทุกวันนี้ การทำงานรวดเร็วขึ้น รถมอเตอร์ไซค์ สามารถซอกซอนไปตามไหล่เขา เข้าใกล้แหล่งต้นต๋าวได้มากที่สุด เมื่อมีผลผลิตก็ทะยอยนำมาใส่รถใหญ่

คุณประกาย วงศ์วิเศษ เจ้าของธุรกิจ หจก. วงศ์วิเศษรุ่งเรืองน่าน ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 73 หมู่ที่ 4 ถนนน่าน-พะเยา ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เล่าว่า ในอดีตครอบครัว ทำธุรกิจโรงสีข้าวควบคู่กับโรงงานแปรรูปต๋าว ซึ่งจะออกเดินป่า เก็บและรับซื้อจากชาวบ้าน เป็นธุรกิจของครอบครัวที่มีพี่ น้อง พ่อและแม่ช่วยกันดูแลและบริหารจัดการ พอหลังจากแต่งงานแยกย้ายออกมามีครอบครัว ตนก็รับธุรกิจโรงงานแปรรูปต๋าวมาดูแลต่อจากพ่อแม่

“เมื่อก่อน บริเวณพื้นที่ป่าจังหวัดน่าน นับว่าเป็นแหล่งที่มีต้นต๋าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่สร้างมาเพื่อเป็นอาหารให้กับมนุษย์ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ เมื่อถึงฤดูกาลก็จะเข้าป่าไปเก็บผลต๋าวออกมาขาย บางคนก็เก็บมาแปรรูปขายเอง บางคนก็เก็บผลสดออกมาขายให้กับโรงงานในตัวจังหวัด ผมเป็นโรงงานหนึ่งที่รับซื้อ”คุณประกายเล่า

 

ผลิตภัณฑ์จากต๋าว
ผลิตภัณฑ์จากต๋าว

ต๋าวที่รับซื้อ จะแบ่งออกเป็น 4 แบบด้วยกัน แต่ละแบบราคารับซื้อจะมีความแตกต่างกันออกไปตามคุณภาพและมาตรฐานของผล

ต๋าวน้ำ เป็นต๋าวที่เก็บและต้มให้เปลือกนิ่ม ซึ่งต้องใช้เวลาสั้นๆ ก่อนที่จะนำมาส่งขายให้กับโรงงาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปขั้นตอนต่อไป

ต๋าวแห้ง เป็นต๋าวที่เก็บและต้มให้เปลือกนิ่มระดับหนึ่ง นำไปทำให้แห้งก่อนส่งให้กับโรงงาน พอถึงโรงงานก็จะนำมาต้มอีกครั้งให้พองตัวและบีบเอาเนื้อด้านในออกมาทำเป็น ต๋าวผสมน้ำเชื่อม

ต๋าวกะเทย เป็นต๋าวที่ไม่สมบูรณ์แบบ สังเกตได้จากจุกด้านบนของผลจะหายไป ราคาและคุณภาพก็จะตกลงมา

ต๋าวสี เป็นต๋าวที่มีผลสีเหลือง ต้องเอามาฟอกสีให้ขาวก่อนที่จะนำไปทำเป็นต๋าวผสมน้ำเชื่อม

นอกจากรับซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่แล้ว คุณประกาย ยังออกตระเวนหาซื้อต๋าวจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศพม่า ประเทศเขมร และประเทศลาว มาแปรรูปส่งขาย

ในแต่ละปีโรงงานจะแปรรูปต๋าวได้เพียง 1 ครั้ง ซึ่งมีทิศทางสวนกันกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีเพิ่มทุกวัน ทำให้แต่ละปีปริมาณต๋าวที่แปรรูปจะขาดตลาด ราคาก็สูง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน  กรมวิชาการเกษตร มองเห็นถึงอนาคตของพืชป่าชนิดนี้ หากไม่มีการอนุรักษ์ อีกไม่กี่ปีก็คงจะหายไปจากผืนป่า จึงได้อนุรักษ์ต้นต๋าว หรือต้นมะต๋าว โดยขยายพื้นที่ปลูกต้นต๋าวเพิ่มขึ้น

คุณตราครุฑ ศิลาสุวรรณ
คุณตราครุฑ ศิลาสุวรรณ

คุณตราครุฑ ศิลาสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน บอกว่า บริเวณศูนย์วิจัยฯ มีต้นต๋าวขึ้นอยู่จำนวนไม่น้อย ต้นที่ให้ผลผลิตได้ 2-3 ปี ได้ทะยอยตายลง ทางศูนย์วิจัยฯจึงได้ปลูกขึ้นใหม่แทน

“ในตำราบอกว่า ปลูกไปแล้ว 8-15 ปีจึงมีผลผลิต แต่หากปลูกแล้วดูแลดี บางต้น 5 ปีก็มีผลผลิตแล้ว งานที่ทางศูนย์วิจัยฯทำกันตอนนี้ คือหาต้นที่มีผลผลิตคุณภาพดี เพื่อนำมาเพาะขยายสู่ผู้สนใจ อีกอย่างหนึ่งที่ศึกษากันอยู่คือเครื่องบีบผล สำหรับผู้สนใจ อีกไม่นานนักคงให้บริการทางด้านข้อมูล และต้นพันธ์ได้”คุณตราครุฑกล่าว

บทความก่อนหน้านี้สองลุง-ป้า สู้ชะตาชีวิตจากลูกจ้าง หันปลูกส้มจนต้องติดป้ายจองคาต้น
บทความถัดไป“สวนทอฝัน” ชีวิตหลังเกษียณนายช่างชลประทาน เริ่มจากเลี้ยงไก่ฟ้า นกยูง…รายได้เงินแสนต่อยอดสวนผลไม้