เกษตรแนวใหม่ ปลูกข้าว-เลี้ยงเต่า ทำคู่กัน ลดเสี่ยง สร้างรายได้หลักแสน

เต่าซูลคาต้า (Sulcata Tortoise) เป็นเต่าบกชนิดหนึ่งที่กระดองมีลวดลายสีสวยดูมีความน่ารัก ผู้เลี้ยงบางคนมีความเชื่อส่วนตัวว่าเป็นสัตว์นำโชคมาให้ เกษตรกรที่อำเภอพรหมบุรี ได้รวมกลุ่มแบบธรรมชาติ จัดการเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า เพื่อนำส่งลูกเต่าออกขายทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ที่ต้องดำเนินการผ่านหน่วยงานภาครัฐ

การเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า สมาชิกจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเสริมทักษะจากนักวิชาส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอพรหมบุรี ที่ได้ประสานการทำงานร่วมกับนักวิชาการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้หรือผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเกษตรกรจะได้นำความรู้ไปสู่พัฒนาการเพาะเลี้ยงเต่าให้ได้คุณภาพ และทำให้สมาชิกมีรายได้นำไปสู่การยังชีพที่มั่นคง

คุณลุงสุชาติ วงษะ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า เล่าให้ฟังว่า อาชีพคือการทำนาและมีอาชีพเสริมคือการเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า มีพื้นที่ทำนา 30 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เป็นชนิดข้าวเจ้านาสวนที่ไม่ไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงต้นสูง 104-133 เซนติเมตร กอตั้ง ลำต้นแข็งการหักล้มน้อย อายุการเก็บเกี่ยว 104-132 วัน เมื่อนำไปหุงจะได้กลิ่นหอม เนื้อข้าวนุ่มคล้ายข้าวหอมมะลิ 105 ปีนี้ได้ผลผลิตข้าวเปลือก 650-700 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อนำผลผลิตข้าวเปลือกออกขาย บวกลบคูณหารต้นทุนกำไรต่อฤดูแล้วจะมีรายได้ 45,000-50,000 บาท

การทำนามักประสบปัญหาหลายด้านคือ ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีที่ราคาค่อนข้างแพง มีความเสี่ยงจากภัยทางธรรมชาติ ฝนตกน้ำท่วม ฝนแล้งขาดน้ำ มีโรคหรือศัตรูข้าวเข้าทำลาย ต้องใช้ต้นทุนผลิตสูง หรือด้านการตลาดที่ไม่สามารถกำหนดราคาซื้อขายข้าวเปลือก ทำให้ได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มทุนจึงไม่มั่นคงในการยังชีพ

เพื่อแก้ปัญหาการยังชีพ จึงได้รวมกลุ่มกับเพื่อนเกษตรกรในชุมชนจัดตั้ง “กลุ่มผู้เลี้ยงเต่าซูลคาต้าเพื่อการส่งออก” เป็นกลุ่มแบบธรรมชาติ ปัจจุบันมีสมาชิก 8 คน ทุกคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การเพาะเลี้ยงเต่า การปฏิบัติดูแลรักษา การออกไข่ การฟักไข่หรือนำลูกเต่าส่งขาย มีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร นักวิชาการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแนะนำให้ความรู้ เสริมทักษะการเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า เพื่อให้การเพาะเลี้ยงและได้ลูกเต่าคุณภาพ

นักวิชาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันส่งเสริมการเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า

นักวิชาการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ได้เคยเล่าให้ฟังว่า ถิ่นกำเนิดเต่าซูลคาต้าอยู่ที่ทะเลทรายซาฮาร่า แถบประเทศเซเนกัล เอธิโอเปียหรือซูดาน รูปร่างลักษณะทั่วไปของเต่าซูลคาต้า กระดองเต่าจะมีสีน้ำตาลไปจนถึงเหลืองทอง เมื่อเต่าตัวโตเต็มที่จะมีขนาดใหญ่ที่สุดราว 36 นิ้ว หรือราว 3 ฟุต มีความใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย เป็นเต่าบกที่มีอายุยืนมากกว่า 70 ปี กินเก่งกินพืชเกือบทุกชนิด เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง ฟักทอง หรือแครอต พืชที่มีไฟเบอร์หรือแคลเซียมสูงจะช่วยให้เต่าเติบโตแข็งแรง

ลักษณะลูกเต่าที่เลี้ยงดีมีสุขภาพแข็งแรงพร้อมนำส่งขาย

พันธุ์เต่าซูลคาต้า ได้ซื้อพันธุ์เต่ามาจากฟาร์มที่เพาะพันธุ์เต่าคุณภาพ เป็นฟาร์มที่จดทะเบียนการเพาะพันธุ์เต่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จากกรมคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชป่าตามอนุสัญญา พร้อมกับได้รับคำแนะนำการเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า ขั้นต้นและการปฏิบัติที่ถูกต้องจากผู้ขายเพื่อให้การเพาะเลี้ยงเต่าประสบความสำเร็จ

สถานที่เลี้ยง ได้จัดทำบ่อเลี้ยงขนาดกว้างและยาว 2×4 เมตร หรือขนาดที่เหมาะสมอยู่ใกล้บริเวณบ้านพัก สถานที่เลี้ยงมีแสงแดดส่องถึง ฝนตกสาดถึงพื้นได้แต่ต้องระบายน้ำได้รวดเร็วอย่าให้มีน้ำขังชื้นแฉะเป็นเวลานาน และไม่ควรเปลี่ยนสถานที่เลี้ยงเต่าไปมาเพราะอาจทำให้เจริญเติบโตช้า เต่าซูลคาต้าชอบอาศัยอยู่แบบธรรมชาติ อุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส อากาศร้อนและแห้ง สำหรับที่นี่ได้ปล่อยเต่าซูลคาต้าตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย 2 ตัว ลงเพาะเลี้ยงรวม 3 ตัว เป็นความสมดุลต่อการขยายพันธุ์

เต่าซูลคาต้า กินพืชเกือบทุกชนิดเป็นอาหาร

อาหาร เต่าซูลคาต้าชอบกินพืชเกือบทุกชนิดที่หาได้ง่ายในสวนหลังบ้าน เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง กล้วยสุก มะละกอ หรือฟักทอง แต่ถ้าอาหารขาดแคลนก็ไปซื้อที่ตลาดท้องถิ่นมาเพิ่มให้ การหมุนเวียนอาหารหลายชนิดให้เต่ากินจะทำให้เต่าได้รับสารอาหารครบถ้วน มีสุขภาพดีหรือกระดองเจริญเติบโตแข็งแรงและได้สีสวย

เต่าชอบอยู่แบบธรรม ต้องจัดทำบ่อเลี้ยงให้ได้ขนาดกว้างและยาวที่เหมาะสม

การเพาะขยายพันธุ์ เต่าซูลคาต้าจะวางไข่ในช่วงเดือนตุลาคม-เมษายน ออกไข่ได้รุ่นละ 15-40 ฟอง จากนั้นผู้เลี้ยงก็จะเก็บไข่ไปเข้าตู้ฟัก ทำการฟักไข่นานราว 3 เดือน หรือ 92 วัน ระหว่างการฟักไข่ ที่ภายในไข่เมื่อเต่าเริ่มเป็นตัวลูกเต่าแล้วก็จะเริ่มเจาะเปลือกไข่และออกมาจากไข่ ในช่วงเวลา 24-72 ชั่วโมงที่ลูกเต่าออกมาจากไข่แล้วที่บริเวณใต้ท้องลูกเต่าจะยังมีไข่แดงขนาดใหญ่ติดอยู่ซึ่งเป็นอาหารพลังงานให้ลูกเต่ากินได้ 3-7 วัน จากนั้นไข่แดงจะเริ่มยุบลง หน้าท้องที่เคยมีไข่แดงติดอยู่ก็ปิดตัวลงจนหมด แล้วลูกเต่าก็จะกินอาหารได้เองตามปกติ แล้วผู้เลี้ยงก็เริ่มจัดหาอาหารให้ลูกเต่ากินอย่างพอเพียงเพื่อเสริมสร้างสุขภาพลูกเต่าให้เจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์

การตลาด เมื่อลูกเต่าเจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ มีอายุที่เหมาะสม สมาชิกได้รวบรวมลูกเต่าที่มีทั้งหมดเตรียมขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่มาซื้อเพื่อนำส่งไปขายสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือประเทศโคเอเชีย สมาชิกแต่ละคนจะมีลูกเต่ามาส่งได้ครั้งละ 10-20 ตัว ขายตัวละ 1,500-1,800 บาท ทำให้มีรายได้ 15,000-36,000 บาท เป็นรายได้จากอาชีพเสริมที่ลดความเสี่ยงเพื่อให้สมาชิกก้าวสู่การยกระดับรายได้เงินแสนบาทและมีวิถีชีวิตที่มั่นคง

นี่คือเรื่องราว เกษตรกรเลี้ยงเต่าซูลคาต้า ขายตลาดภายในและต่างประเทศ รายได้ดี ทางเลือกที่น่าสนใจ สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณลุงสุชาติ วงษะ เลขที่ 15/3 หมู่ที่ 4 ตำบลพรหมบุรี อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี โทร. (089) 540-5689 หรือที่ คุณสมคิด ตั้วสมพงษ์ สำนักงานเกษตรอำเภอพรหมบุรี โทร. (036) 599-699 ก็ได้ครับ

 

 

บทความก่อนหน้านี้ปลูก “ฟักแม้ว” ต้องใช้ “เมล็ด” หรือส่วนใดปลูก?
บทความถัดไปหมากผู้หมากเมีย พืชพรรณล้ำค่า แหล่งกำเนิด ใหญ่สุดอยู่ที่บางกะเจ้า