‘สฟิงซ์’ แมวไร้ขน ขี้อ้อน เห็นย่นๆ ทุกคนจะหลงรัก

ถ้าพบเด็กแรกเกิดถึง 1 ขวบ จะชมว่าน่ารัก เขาไม่ให้พูดว่าน่ารัก ให้พูดว่า น่าเกลียดน่าชัง ถือเป็นคำชมเด็กนั้นๆ แต่ถ้าพบแมวสฟิงซ์ แมวไร้ขน มีแต่เนื้อกับหนัง จับไปลูบไปก็ไม่พบขน อาจจะเจอแต่เนื้อและหนังที่ย่นๆ ของแมวสฟิงซ์แทน ถ้าเจอแบบนี้คนรักแมวสฟิงซ์จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่ารัก ไม่ต้องพูดน่าเกลียดน่าชังเหมือนเด็ก รู้สึกอย่างไรก็พูดไปตามนั้นได้เลย

ลองถามคนรักแมวสฟิงซ์ ว่ารู้สึกอย่างไรกับแมวสฟิงซ์ คำตอบที่ได้ยินก็คือ แมวสฟิงซ์ก็เหมือนแมวทั่วไป แตกต่างกันตรงที่ แมวสฟิงซ์น่ารัก คลอเคลียกับเจ้าของ รักเจ้าของ ติดเจ้าของ นิสัยเปรียบได้กับสุนัขที่รักเจ้าของอย่างไรอย่างนั้น

คุณบริพัตร ประชากริช และ คุณปัจฉิมกานต์ สมสืบ สองสามีภรรยาที่ใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่กับแมวสฟิงซ์ ทำความเข้าใจ รักและเลี้ยงเป็นเพื่อนเล่น แต่เห็นช่องทางธุรกิจจากแมวสฟิงซ์ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนรักแมวกลุ่มหนึ่ง แต่ก็เป็นกลุ่มที่เหนียวแน่นและหนาแน่นมากพอสมควร

คุณบริพัตร ประชากริช และ คุณปัจฉิมกานต์ สมสืบ

“เริ่มจากเลี้ยงแมวไทย แต่เห็นแมวสฟิงซ์แล้วรู้สึกว่าแปลก ไม่มีขน หน้าตาน่ากลัว และไม่ค่อยมีคนเลี้ยง ยิ่งเมื่อสืบดูราคาพบว่า มีราคาแพงพอสมควร จึงลองพยายามหาแหล่งขายที่ราคาไม่สูง เป็นความบังเอิญพบแหล่งขายไม่ไกล ขายในราคาหลักพัน ตอนรับมาหน้าตาแมวสฟิงซ์แปลกๆ แต่ก็รับได้ หลังจากนั้นไม่นานแมวสฟิงซ์ก็เริ่มป่วย ผลตรวจพบว่าแมวสฟิงซ์ตัวนี้เป็นมะเร็งเม็ดเลือด ทำให้ผมรู้สึกสงสารจึงเลี้ยงและรักษาต่อไปเรื่อยๆ”

พ่อพันธุ์ แคนาเดียน สฟิงซ์

แม้ว่าประสบการณ์แรกของการเลี้ยงแมวสฟิงซ์ไม่สวยงาม แต่คุณบริพัตรกับคุณปัจฉิมกานต์ ก็ไม่ย่อท้อ พยายามมองหาแหล่งจำหน่ายแมวสฟิงซ์ที่มีคุณภาพ และได้แมวสฟิงซ์คุณภาพดีสมใจมาเลี้ยง จากเริ่มต้นเลี้ยงเพียงตัวเดียว ก็เริ่มมองหาเพื่อน มองหาคู่ ให้กับแมวสฟิงซ์ที่มีอยู่ ยิ่งเมื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแมวสฟิงซ์ พบว่า คำว่า “สฟิงซ์” เป็นชื่อเรียกสายพันธุ์แมวไร้ขนที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศแคนาดา เรียกว่า แคนาเดียน สฟิงซ์ (Canadian Sphynx) ส่วนอีก 2 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในประเทศรัสเซีย เรียกว่า ดอนสกอย (Donskoy) และ ปีเตอร์บัลด์ (Peterblad)

คุณบริพัตร บอกว่า โดยทั่วไปคนจะรู้จักแมวไร้ขน โดยเรียกว่าสฟิงซ์ทั้งหมด แท้ที่จริงแยกออกเป็น 3 ชนิดตามที่กล่าวไว้ และทั้ง 3 ชนิด กระจายเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว เพียงแต่คนยังเข้าใจว่าเป็นแมวสฟิงซ์ทั้งหมด ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร ยกเว้นคนที่ศึกษาและรู้จักแมวสฟิงซ์จริงๆ จะเลือกว่าอยากเลี้ยงชนิดไหน เมื่อซื้อไปเลี้ยงก็จะเลือกหรือระบุชนิดมาตั้งแต่ตอนซื้อเลย

แมวสฟิงซ์ทั้ง 3 ชนิด มีความแตกต่างกันไม่มาก ที่เหมือนกันคือ ไม่มีขน

แคนาเดียน สฟิงซ์ สีดำ

แคนนาเดียน สฟิงซ์ ลำตัวยาว หางยาว เรียวปลายหาง หัวคล้ายลิ่ม หูเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายหูกลม

ดอนสกอย มีขนาดกลาง มีกล้ามเนื้อแข็งแรง หูใหญ่ มีตาแบบเม็ดอัลมอนด์ มีนิ้วเท้ายาวมากและติดกันเป็นพืด

ดอนสกอย ที่พอมีขน

ปีเตอร์บัลด์ หัวแคบและยาว ลำตัวตรง หน้าแหลม หูใหญ่และกาง โหนกแก้มแบน ขายาว ลำตัวดูสง่า ตาเป็นเม็ดอัลมอนด์ หางยาว

ปีเตอร์บัลด์ อายุ 2 เดือนครึ่ง

คุณบริพัตร บอกว่า เมื่อตั้งใจเพาะแมวสฟิงซ์ขาย ก็ลองให้แมวสฟิงซ์ที่มีอยู่ผสมกัน แต่หลายเดือนผ่านไปก็ยังไม่ได้ลูกแมว กระทั่งตัดสินใจว่า เมื่อจะผสมขายแล้วก็ควรมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ดี จึงสั่งพ่อพันธุ์นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันในฟาร์ม “บ้านแมวสฟิงซ์ House of Sphynx Cat” มีครบทุกชนิดของแมวสฟิงซ์

คุณบริพัตร ให้คำจำกัดความแมวสฟิงซ์ของบ้านว่า เป็นเหมือนหมาในร่างแมว เหตุผล เพราะแมวสฟิงซ์ชอบคลอเคลียอยู่กับคน ติดเจ้าของ ไม่ดุ ขี้อ้อน จำเจ้าของได้ ไม่ขู่หรือกัดคนแปลกหน้า สามารถเข้ากับคนทุกคนได้ หากตั้งชื่อให้เมื่อเรียกก็จะมาตามเสียงเรียก

การเลี้ยงแมวสฟิงซ์ ก็เหมือนการเลี้ยงแมวทั่วไป ไม่ได้มีความพิเศษอะไร เพราะคุณบริพัตร ให้ข้อมูลว่า แมวสฟิงซ์แม้จะมีรูปร่างหน้าตาแปลกกว่าแมวชนิดอื่น แต่การใช้ชีวิตโดยทั่วไปก็เหมือนแมว ซึ่งนอกจากนิสัยที่มีลักษณะคล้ายสุนัขในเรื่องของการติดเจ้าของ รักเจ้าของ จดจำเจ้าของและชื่อของตนเองได้นั้น เป็นความแตกต่างที่พิเศษมากกว่าเท่านั้น

เล่นกันสนุกสนาน

“แมวสฟิงซ์ไม่เคยหงุดหงิด ไม่เคยออกอาการก้าวร้าวใส่ใครนอกจากกลุ่มแมวสฟิงซ์ด้วยกันเอง หากพบสิ่งแปลกปลอมเป็นสัตว์อื่น ก็ใช้เท้าหน้าตะบบเบาๆ เป็นการทักทายเท่านั้น แม้แต่คนแปลกหน้าที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน จะกอด อุ้ม หรืออยู่เฉยๆ เขาก็จะเข้าไปคลอเคลียอย่างไม่หวงตัว”

แมวสฟิงซ์ จะเริ่มผสมพันธุ์ได้ ควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี แม้ว่าอายุ 8 เดือนก็สามารถผสมพันธุ์ได้แล้ว แต่บ้านแมวสฟิงซ์แนะนำว่า ในการผสมพันธุ์ครั้งแรก หากแม่พันธุ์อายุต่ำกว่า 1 ปี โอกาสได้ลูกแมวไม่สมบูรณ์มีสูง เนื่องจากแมวสฟิงซ์เป็นแมวที่เกิดจากยีนด้อย ความแข็งแรงและสมบูรณ์ของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จำเป็นมากที่สุด เพราะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับลูกแมวที่จะเกิดใหม่ให้มีสุขภาพแข็งแรงด้วย

การผสมพันธุ์ ควรให้แมวมีความคุ้นเคยกันเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ เมื่อแม่พันธุ์เป็นสัดหรือมีฮีต จะออกอาการร้องต้องการการผสม ก็สามารถนำพ่อพันธุ์ปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่กับแม่พันธุ์ได้เลย เมื่อสังเกตเห็นว่ามีการผสมพันธุ์กันแล้ว ให้นำพ่อพันธุ์ออก หมั่นสังเกตแม่พันธุ์ว่าตั้งท้องหรือไม่ โดยดูจากพฤติกรรมการกิน สังเกตจากท้องและหัวนมที่เปลี่ยนไป โดยทั่วไปแมวจะตั้งท้องประมาณ 60-62 วัน เมื่อใกล้กำหนดคลอด ควรหมั่นสังเกตอีกครั้ง เพื่อช่วยแมวในขณะคลอดให้คลอดได้อย่างปลอดภัย

“โดยปกติ แมวสฟิงซ์ก็คลอดลูกได้เองเหมือนแมวทั่วไป เพียงแต่ถ้าเราอยู่ช่วยขณะคลอด ก็จะทำให้การคลอดง่ายขึ้น เช่น ช่วยฉีกถุงรก ช่วยตัดสายสะดือ เช็ดตัวลูกแมว เพราะอาจเกิดกรณีที่ลูกแมวคลอดไม่ได้ ก็จำเป็นต้องพาส่งสัตวแพทย์ให้ทำคลอดด่วน”

ใกล้คลอดแล้ว

แม้ว่า ความเหมือนของการเลี้ยงแมวสฟิงซ์จะไม่แตกต่างจากแมวชนิดอื่น แต่ข้อควรระวังพิเศษที่ไม่เหมือนแมวชนิดอื่นก็มี

คุณบริพัตร อธิบายว่า แมวสฟิงซ์เกิดจากการผสมระหว่างยีนด้อยและยีนด้อย ทำให้แมวมีลักษณะแปลกประหลาด ข้อเสียของยีนด้อยคือ มีภูมิต้านทานต่ำกว่าแมวทั่วไป ดังนั้น ข้อควรระวังสำหรับแมวสฟิงซ์ก็ดี เช่น การอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิเย็นเกินไป หรือร้อนเกินไป รวมถึงการตากแดดเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้แมวสฟิงซ์ป่วยและตายได้ เราสามารถช่วยลดผลกระทบเรื่องของอุณหภูมิได้ด้วยการใส่เสื้อหรือหาที่นอนแบบอุ่นให้ หากต้องนอนห้องปรับอากาศ ส่วนการตากแดด แม้ว่าแมวสฟิงซ์จะชอบการตากแดด แต่ก็ไม่ควรให้ตากแดดเป็นเวลานาน ควรให้ตากแดดในช่วงเช้าก็เพียงพอ

เพราะแมวสฟิงซ์เกิดจากการผสมกันระหว่างยีนด้อย ทำให้แมวสฟิงซ์แรกเกิดถึง 4 เดือน มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือยังไม่แข็งแรงมากพอ ดังนั้น การเลี้ยงแมวสฟิงซ์ระหว่างนี้ ควรปราศจากเชื้อโรค หมั่นทำความสะอาดกรงเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ อาหารที่ให้ไม่ควรทิ้งไว้ข้ามคืน โดยเฉพาะเมื่อลูกแมวยังกินนมแม่แมวอยู่ บริเวณกรงเลี้ยงควรสะอาด และควรมีบริเวณกว้างมากพอให้แม่แมวเดินเล่น หากบริเวณกรงเลี้ยงไม่สะอาด แม่แมวเดินไปมาจะติดเชื้อโรคกลับไปยังลูกแมวได้

แมวสฟิงซ์ สามารถตั้งท้องให้ลูกได้ 2-9 ตัว ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์

อาหารเสริม มีความจำเป็นเฉพาะแมวตั้งท้องและแม่แมวที่อยู่ระหว่างการให้นม เพราะเป็นช่วงที่ต้องการโปรตีนไปเลี้ยงลูกแมว โดยคุณบริพัตร แนะนำว่า หากต้องการเสริมอาหารในกลุ่มโปรตีน ควรต้มเนื้อไก่ให้กิน แต่การให้อาหารแมวสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นมาเฉพาะแมวท้องและแมวระหว่างให้นม ก็ถือว่าเป็นการให้โปรตีนที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงตัดสินใจเลือก

นี่คือ ดอนสกอย

“โรคที่มากับพันธุกรรมในแมวสฟิงซ์ไม่มี แต่จะพบอาการคันตามผิวหนัง เป็นผื่น ในแมวสฟิงซ์บ่อย ซึ่งการอาบน้ำให้แมวสฟิงซ์ก็สามารถช่วยได้ แม้ว่าแมวสฟิงซ์จะไม่มีขน แต่การไม่มีขนเช่นนี้ กลับทำให้แมวสฟิงซ์จำเป็นต้องอาบน้ำมากกว่าแมวชนิดอื่น เพราะไขมันใต้ผิวหนังยังคงขับไขมันออกมาตามปกติ เมื่อไม่มีขนปกคลุม ไขมันที่ขับออกมาทางผิวหนังจะจับตัวเป็นก้อนกลายเป็นขี้ไคล จึงควรหมั่นอาบน้ำให้แมวสฟิงซ์ ซึ่งการอาบน้ำทำได้ไม่ยาก ใช้แชมพูเด็กหรือครีมอาบน้ำแมว จากนั้นเช็ดตัวให้แห้ง โดยไม่ต้องเป่าขน”

ข้อควรระวังที่คุณบริพัตรเตือนอีกอย่างคือ การปล่อยแมวสฟิงซ์ให้เล่นในพื้นที่เปิด เช่น บริเวณนอกตัวบ้าน แม้จะมีรั้วรอบขอบชิด แต่แมวสฟิงซ์สามารถดีดตัวขึ้นไปได้สูงเกิน 10 เท่าของตัวเอง ประกอบกับความอยากรู้อยากเห็นของแมวสฟิงซ์ โอกาสที่แมวสฟิงซ์จะโดดตัวออกไปนอกรั้วบ้านและวิ่งไปเล่นไกลๆ จนตามไม่ทันมีสูง ดังนั้น เมื่อต้องการปล่อยให้วิ่งเล่นควรใส่สายจูง เป็นการป้องกัน

แม้กลุ่มที่นิยมแมวสฟิงซ์จะเป็นกลุ่มจำกัด แต่มูลค่าการซื้อขายในตลาดแมวสฟิงซ์ก็ไม่ได้ลดจำนวนลง ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยสีที่ลูกค้าคนไทยต้องการมากคือ สีขาวหรือสีชมพู ส่วนลูกค้าต่างประเทศ ชอบสีดำ สีเทา หรือสองสี ทั้งนี้ ราคาซื้อขายแมวสฟิงซ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีหรือความย่นที่ผิวหนังของแมว แต่กลับขึ้นอยู่กับความชอบของลูกค้ามากกว่า อย่างไรก็ตาม บ้านแมวสฟิงซ์ มีลูกแมวสฟิงซ์ทุกชนิด ทั้งแบบผสมเองในประเทศไทย และรับสั่งจากต่างประเทศ โดยราคาเริ่มต้นตัวละ 20,000 บาท

หากลูกค้าสนใจแมวสฟิงซ์ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางแฟนเพจ บ้านแมวสฟิงซ์ House of Sphynx Cat หรือติดต่อเข้าไปเยี่ยมชมบ้านแมวสฟิงซ์ ตั้งอยู่ ตำบลบางพูน อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

บทความก่อนหน้านี้อากาศร้อน ‘ตับแลบ’ ปีนี้ผิดปกติจริงหรือ?
บทความถัดไปสีสันหน้าร้อน! ผีเสื้อบินอวดโฉมความสวยเต็ม อช.ทับลาน-ปางสีดา