ดิน น้ำ ลม ไฟ กับการกินอยู่

เรื่องราวของการกินให้สอดคล้องกับ ธาตุเจ้าเรือน เป็นภูมิปัญญาตะวันออกของไทยที่มีพื้นฐานสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมอินเดียซึ่งเรารับอิทธิพลเข้ามาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว นับตั้งแต่มนุษย์รู้จักไปมาหาสู่กันและอารยธรรมอินเดียได้แผ่เข้ามาสู่ดินแดนแถบนี้

หลักการแพทย์ของอินเดียที่เรียกว่า อายุรเวท นั้นเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคที่เกิดขึ้นจากการศึกษาเรียนรู้แบบแผนการดำเนินชีวิตและการกินอยู่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ผนวกกับการแพทย์พื้นบ้านอันเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ จนเกิดเป็นแนวทางการรักษาตัวในแบบธรรมชาติ ซึ่งได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น การแพทย์แผนไทย ในปัจจุบัน

แนวความคิดของอายุรเวทนี้มาจากความเชื่อที่ว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ดังนั้น คนเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขได้ก็ควรจะดำเนินชีวิตให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ทั้งที่เป็นสิ่งแวดล้อม ภายนอกและธรรมชาติ ภายใน ตัวตนของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป

ธรรมชาติภายในที่มีความแตกต่างกัน ทั้งรูปร่าง หน้าตา บุคลิก นิสัยใจคอ และอารมณ์ นี้ล้วนมีผลมาจากธาตุเจ้าเรือนเฉพาะตัว ซึ่งตามหลักการแพทย์แผนไทยเชื่อว่า สรรพสิ่งในธรรมชาติรวมทั้งร่างกายมนุษย์ ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง 4 คือ

ธาตุดิน (ปถวีธาตุ) เป็นส่วนประกอบของอวัยวะต่างๆ 20 ประการ เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน ฯลฯ

ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) เป็นน้ำหรือของเหลวภายในร่างกาย 12 ประการ เช่น น้ำดี น้ำเลือด น้ำหนอง ฯลฯ

ธาตุลม (วาโยธาตุ) เป็นลมหายใจ และองค์ประกอบที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้

ธาตุไฟ (เตโชธาตุ) เป็นพลังงานที่ช่วยเผาผลาญอาหารและทำให้ร่างกายอบอุ่น

อย่างไรก็ตาม ธาตุทั้ง 4 นี้เป็นเพียง 1 ใน ขันธ์ 5 ของชีวิต อันประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

รูป หมายถึง สิ่งที่เป็นรูปธรรมในร่างกาย ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมทั้งอากาศ ประสาททั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ก่อให้เกิด รูป รส กลิ่น เสียง เป็นอาภรณ์ 4
เวทนา ได้แก่ ความรู้สึกต่างๆ ซึ่งเกิดจากประสาททั้ง 5

สัญญา ได้แก่ ความจำต่างๆ การกำหนดรู้อาการ จำได้หมายรู้
สังขาร หมายถึง การปรุงแต่งของจิตและความคิดที่ผูกเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา
วิญญาณ คือ ความรู้แจ้งของอารมณ์ เช่น วิญญาณนักต่อสู้ หมายถึงเป็นผู้มีอารมณ์บากบั่นตั้งมั่นที่จะสู้สุดใจ หรือผู้มีวิญญาณเป็นนักประชาธิปไตยก็จะมีอารมณ์ของนักประชาธิปไตย ตั้งมั่นในสิทธิเสรีภาพอย่างลึกซึ้ง ชัดแจ้ง เป็นต้น

แต่คนทั่วไปคิดว่าวิญญาณคือผี และเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้ววิญญาณจะออกจากร่างไปเป็นผี ซึ่งแท้จริงแล้วเมื่อตายไปก็จะหมดความรู้สึก ไม่มีอารมณ์อีกแล้วต่างหาก

04

สถาบันการแพทย์แผนไทย อธิบายเรื่องราวขององค์ประกอบชีวิตในคติไทยไว้ว่า

“ชีวิต” ประกอบด้วย ขันธ์ 5 คือร่างกายและจิตใจ แต่การแพทย์แผนปัจจุบันอธิบายความแตกต่างและความเหมือนกันของมนุษย์ว่าได้ถูกกำหนดโดยสารพันธุกรรม “ดีเอ็นเอ” อันเป็นรหัสลับของชีวิตที่มนุษย์ได้รับการถ่ายทอดจากมารดาและบิดา

การแพทย์แผนไทยอธิบายการเกิดรูปครั้งแรกของทารกในครรภ์มารดาว่า มีขนาดเล็กมาก เท่ากับหยดน้ำมันงาที่ติดอยู่ปลายขนจามรีหลังจากถูกสะบัด ถึง 7 ครั้ง การเกิดนี้มาจากอิทธิพลของธาตุไฟก่อน ตามมาด้วยธาตุอื่นๆ จนครบทั้ง 4 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ แล้วจึงเกิดเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จนครบขันธ์ 5

และด้วยอิทธิพลของธรรมชาติ ได้แก่ ความร้อน ความเย็นของภูมิอากาศตามฤดูกาล ได้ทำให้ธาตุทั้ง 4 ของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามวันเวลาปฏิสนธิในครรภ์มารดา แต่เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น คนโบราณได้นำอายุการตั้งครรภ์มาพิจารณา แล้วประมาณการกำหนดธาตุเจ้าเรือนใหม่ตามเดือนเกิดแทน เพื่อให้จดจำได้ง่ายขึ้น

นี่คือความเป็นมาของการเกิด “ธาตุเจ้าเรือน” ค่ะ

ตามวิธีคิดแบบนี้จึงพอจะแบ่งธาตุเจ้าเรือนหลักๆ เป็นดังนี้
ผู้ที่เกิดเดือน 5, 6, 7 จะมีธาตุลมเป็นเจ้าเรือน
ผู้ที่เกิดเดือน 8, 9, 10 จะมีธาตุน้ำเป็นเจ้าเรือน
ผู้ที่เกิดเดือน 11, 12, 1 จะมีธาตุดินเป็นเจ้าเรือน
ผู้ที่เกิดเดือน  2, 3, 4 จะมีธาตุไฟเป็นเจ้าเรือน

แต่การแบ่งแบบนี้เป็นการแบ่งอย่างหยาบๆ เท่านั้นนะคะ การพิจารณาธาตุเจ้าเรือนของแต่ละคนยังต้องมององค์ประกอบอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ใช่ดูเฉพาะวันเดือนปีเกิดเท่านั้น ต้องพิจารณาทั้งสถานที่เกิด รูปร่าง บุคลิกภาพ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู และกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะโดยทั่วไปคนเราจะมีรูปร่างและนิสัยตรงกับธาตุเจ้าเรือนหลักแค่อายุ 6 ขวบเท่านั้น เมื่อเติบโตขึ้นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมรอบตัวและการกินอยู่ จะส่งผลอย่างมากต่อบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไป

05

มีผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรเวทจำนวนมากที่ทำงานเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือนสำหรับผู้ต้องการเลือกสรรอาหารมากินตามธาตุ พบว่าคนส่วนใหญ่มักมีธาตุไม่ตรงกับธาตุเจ้าเรือนหลัก ดังนั้น จึงต้องดู ธาตุเจ้าเรือนรอง อันได้แก่ บุคลิกและนิสัยใจคอในปัจจุบันประกอบด้วย

โดยทั่วไปแล้วธาตุเจ้าเรือนแต่ละธาตุมีลักษณะเด่น ดังนี้

ธาตุดินเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ เสียงดังฟังชัด ข้อกระดูกแข็งแรง กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก ล่ำสัน อวัยวะสมบูรณ์
ธาตุน้ำเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสมบูรณ์ อวัยวะสมบูรณ์ สมส่วน ผิวพรรณสดใสเต่งตึง ตาหวาน น้ำในตามาก ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำงาม กินช้า ทำอะไรชักช้า ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงโปร่ง มีลูกดกหรือมีความรู้สึกทางเพศดี แต่มักเฉื่อยและค่อนข้างเกียจคร้าน
ธาตุไฟเจ้าเรือน มักขี้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยได้ หิวบ่อย กินเก่ง ผมหงอกเร็ว มักหัวล้าน หนังย่น ผม ขนหนวดค่อนข้างนิ่ม ไม่ค่อยอดทน ใจร้อน ข้อกระดูกหลวม มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง ความต้องการทางเพศปานกลาง
ธาตุลมเจ้าเรือน จะมีผิวหนังหยาบแห้ง รูปร่างโปร่ง ผอม ผมบาง ข้อกระดูกลั่นเมื่อเคลื่อนไหว ขี้อิจฉา ขี้ขลาด รักง่ายหน่ายเร็ว ทนหนาวไม่ค่อยได้ นอนไม่คอยหลับ ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ชัด มีลูกไม่ดก คือความรู้สึกทางเพศไม่ค่อยดี

อีกตำราหนึ่งแบ่งธาตุเจ้าเรือนเป็น 3 แบบใหญ่ๆ สัมพันธ์กับธาตุทั้ง 5 (รวมอากาศธาตุไว้ด้วย) ดังนี้

เจ้าเรือนกผะ คือกลุ่มที่ประกอบด้วยธาตุดินและธาตุน้ำในตัวมากกว่าธาตุตัวอื่น โดยธรรมชาติของธาตุดินธาตุน้ำนั้นจะหนักแน่น เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ชุ่มชื้น และเย็น

ดังนั้น คนที่มีธาตุดินธาตุน้ำมากกว่าธาตุอื่น ย่อมมีลักษณะของดินกับน้ำโดดเด่นไปด้วย คือมักจะเป็นคนรูปร่างใหญ่ เจ้าเนื้อ น้ำหนักเพิ่มง่ายแต่ลดยากทั้งๆ ที่กินไม่จุ ผิวนุ่มละเอียดค่อนข้างขาว คิ้วหนา ขนตายาว ตาโต ริมฝีปากใหญ่ ฟันขาวและเรียงตัวสม่ำเสมอ ผมดกดำ เป็นคนไม่ช่างคิดช่างฝัน มักจะนอนนานหลับสนิท ไม่ค่อยฝัน แต่ถ้าฝันมักจะฝันเกี่ยวกับดอกไม้ ทะเลสาบ ฝันหวานโรแมนติก

เจ้าเรือนกผะ เป็นคนไม่ค่อยช่างพูด ทำอะไรช้าๆ ชอบเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ มีนิสัยอ่อนโยน รักสงบ ตามตำราว่าคนเจ้าเรือนกผะมักจะเสี่ยงต่อโรคความดันสูง เบาหวาน อ้วน น้ำหนักมาก เนื่องจากว่ามีธาตุดินธาตุน้ำอยู่มากนั่นเอง

เจ้าเรือนปิตตะ เป็นพวกที่ประกอบด้วยธาตุไฟมากกว่าธาตุตัวอื่น ลักษณะเด่นของคนธาตุไฟคือ ผิวมัน คล้ำ มีไฝฝ้าหรือรอยด่างดำตามผิวหนัง รูปร่างค่อนข้างจะสมส่วน องค์ประกอบต่างๆ ดูได้สัดส่วน เช่น ตา คิ้ว จมูก ได้สัดส่วนกับใบหน้า

คนเจ้าเรือนนี้มักจะขี้ร้อน เหงื่อออกง่าย กินจุ เป็นคนมีอำนาจ ช่างวิพากษ์วิจารณ์ เวลาพูดฟังดูเหมือนออกคำสั่ง สติปัญญาเฉียบแหลม ตัดสินใจเด็ดขาด ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของคนธาตุไฟคือ โรคกระเพาะ ผิวหนังอักเสบ อย่างเช่น เป็นฝีหรือมีแผลในปาก เป็นต้น

เจ้าเรือนวาตะ คือคนที่ประกอบด้วยธาตุลมและอากาศธาตุมากกว่าธาตุอื่น มักจะมีรูปร่างผอมบาง น้ำหนักเพิ่มยาก ผิวแห้ง หยาบ ผมและขนไม่ดก แตกปลายง่าย ข้อโปน เส้นเลือดตามหลังมือหลังเท้าเด่นชัด มักจะท้องผูกง่าย หลับไม่สนิท ทำอะไรรวดเร็ว ไม่ค่อยอยู่นิ่งเหมือนกับลมที่เคลื่อนไหวไปมา เป็นคนพูดเร็ว ช่างพูด ช่างคิด (แต่ไม่ค่อยลงมือทำ) เรียนรู้เร็วแต่ก็ลืมง่าย คนกลุ่มหลังนี้มักจะมีปัญหาเรื่องท้องอืด ปวดตามข้อ เป็นหวัดแห้ง คือ ไม่มีน้ำมูก

02

การพิจารณาเจ้าเรือนธาตุของตัวเองนั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้ดูเดือนเกิดซึ่งเป็นธาตุเจ้าเรือนหลักประกอบกับธาตุเจ้าเรือนรอง อาทิ ราศีเกิด ตรงกับเดือน 10 ซึ่งมีธาตุน้ำเป็นเจ้าเรือนหลัก แต่ปรากฏว่า ลักษณะรูปร่างและบุคลิกลักษณะกลับผอมบาง ผิวพรรณหยาบกร้าน ไม่ตรงกับธาตุเจ้าเรือนซึ่งควรจะเป็นคนรูปร่างสมบูรณ์สมส่วน ผิวพรรณดี ลักษณะเช่นนี้ถือว่าแม้ธาตุน้ำเป็นธาตุเจ้าเรือนหลักก็จริง แต่ธาตุลมซึ่งเป็นธาตุเจ้าเรือนรองมีลักษณะเด่นกว่า ก็ควรจะถือเอาธาตุเด่นนี้เป็นตัวกำหนดอาหาร

ฟังแล้วคงไม่ยุ่งยากนะคะ

เอาเป็นว่าถ้าอยากจะกินตามธาตุขอให้ลืมราศีเกิดกันไปเลย แต่ให้มาจดจำลักษณะบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ และรูปร่างของตัวเองแทนจะตรงกว่า จากนั้นค่อยเลือกกินอาหารให้เหมาะสมตามธาตุเด่นของตัวเรา

เป็นต้นว่า คุณมีรูปร่างเล็กหรือใหญ่ อ้วนหรือผอม ดำหรือขาว ใจเย็นหรือใจร้อน ผมดกหรือหัวล้าน เฉื่อยหรือขยัน ฯลฯ

หาส่วนผสมที่ลงตัวของคุณเอง จากนั้นนำไปเทียบกับลักษณะเฉพาะของธาตุเจ้าเรือนที่ใกล้เคียงที่สุดแล้วค่อยมาเลือกอาหาร

โดยหลักทางอายุรเวทแล้ว ธาตุทั้งหมดล้วนมีความสำคัญ การกินอาหารตามธาตุนั้น ถือว่าเป็นการรักษาแบบองค์รวมในลักษณะของการบำรุงร่างกายให้สรรพคุณของอาหารรสต่างๆ ที่สอดคล้องตามธาตุเจ้าเรือนสามารถสร้างสมดุลที่เหมาะสมขึ้นมา เพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บไม่ให้มาเบียดเบียน ไม่ใช่การรักษาโรคโดยตรง

เมื่อร่างกายมีภาวะสมดุลก็จะสร้างเสริมและซ่อมแซมสุขภาพในตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหมอแผนใหม่ ไม่ต้องใช้หยูกยารักษามากมาย ซึ่งหลักการนี้ก็คือการดูแลรักษาตัวเองแบบแมคโครไบโอติกส์ที่กำลังฮิตนั่นเอง

คราวหน้าจะไปสรรหาตัวอย่างอาหารรสชาติต่างๆ ตามธาตุทั้ง 4 มาให้ลองนำไปสร้างสรรค์เป็นเมนูประจำตัวของแต่ละท่านกันเองค่ะ

บทความก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าช่วยเกษตรกรยกระดับราคาข้าว เผยยอดรวบรวมข้าวเปลือกโดยสหกรณ์ 26 จังหวัด 299,414 ตันมูลค่า 2,158 ล้านบาท
บทความถัดไป‘ฉก.ทัพพระยาเสือ’ เปิด แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ เดินตามรอยพ่อสอน พานักเรียนปลูกผัก เลี้ยงสัตว์