เที่ยวตามวิถีชุมชน ‘บ้านท่าฉัตรไชย’ สัมผัส ‘ภูเก็ต’ ในมุมมองใหม่

จังหวัดภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ทั้งทรัพยากรที่หลากหลาย ตั้งแต่ภูมิศาสตร์อันงดงามจากป่าเขาจรดทะเล สมฉายา“ไข่มุกอันดามัน”

ยังมีจุดขายในความเป็นเมืองพหุวัฒนธรรม ไปจนถึงความพร้อมทางบริการธุรกิจหลายด้าน ที่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ

โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาผ่านทางสนามบินนานาชาติภูเก็ต แต่ก็ยังมีนักเดินทางจำนวนไม่น้อยผ่านเข้า-ออกด้วย “สะพานสารสิน” ซึ่งมีที่มาของเรื่องราวอันเป็นตำนานรักเล่าขาน

เมื่อผ่าน “สะพานเทพกระษัตรี” ซึ่งถูกใช้งานแทนสะพานสารสินเดิมที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา นับเป็นการก้าวเข้าสู่ภูเก็ต แต่ไม่น่าเชื่อว่าประตูแรกของการก้าวสู่ภูเก็ตที่เรียกว่าชุมชน “บ้านท่าฉัตรไชย” ที่ในอดีตเคยเป็นแหล่งชุมชนประมงพื้นบ้านที่สกปรกและเสื่อมโทรม

“ตอนนั้นเหมือนกับไม่ใช่ภูเก็ต ไม่ใช่ไข่มุกอันดามัน แต่ตรงนี้มันกลายเป็นอะไรไม่รู้ ผมอยากเรียกว่า เป็นเมืองชายขอบ” สมพร แทนสกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บ้านท่าฉัตรไชย ฉายภาพเก่าด้วยการเล่าว่า ชุมชนแห่งนี้แทบทั้งหมดเป็นที่ราชพัสดุ จึงไม่มีศักยภาพที่จะดึงนักลงทุนมาสร้างกิจการรองรับการท่องเที่ยวได้ ประกอบกับเป็นท่าเทียบเรือประมงและชุมชนของชาวเลมอแกล็น สภาพแวดล้อมจึงเต็มไปด้วยขยะไม่ถูกสุขลักษณะ เเละเนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นชายฝั่งทะเลและป่าโกงกาง จึงมีปัญหาการลักลอบขนส่งหรือเป็นจุดพัก ทำให้ยาเสพติดแพร่หลายในหมู่บ้าน และเมื่อร่วมด้วยกับปัญหาความยากจน

สมพร แทนสกุล

ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ชุมชนหันหน้าเข้าหากันร่วมหาทางออก ด้วยการร่วมมือของสมาชิกในชุมชนเเละฝ่ายต่างๆ หาทางแก้ปัญหา โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้โครงการ “การจัดการท่องเที่ยววิถีชุมชนบ้านท่าฉัตรไชย”

ชุมชนบ้านท่าฉัตรไชย

จากทุนของชุมชนอันประกอบด้วยทุนทางสภาพแวดล้อม มีพื้นที่ป่าชายเลนที่สมบูรณ์ เป็นเขตอุทยานแห่งชาติที่มีความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศ การเดินทางสะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ มีสถานที่ท่องเที่ยวและจุดชมหลายแห่ง มีทุนทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จากสะพานสารสินจุดกำเนิดตำนานความเชื่อและความรักไปจนถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนชาวเลมอแกล็นที่ถ่ายทอดผ่านทางประเพณีและวัฒนธรรม รวมไปถึงในพื้นที่มีกลุ่มอาชีพในชุมชนที่หลากหลาย

“เราพยายามทำและปรับเปลี่ยนหมู่บ้านของเราว่าทำอย่างไรชาวบ้านสามารถขายของหน้าบ้านได้ ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในชุมชนได้ ก็เลยกำหนดเป็นเส้นทางการท่องเที่ยว เอาธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนมาเป็นจุดขาย โดยที่เราไม่ต้องไปสร้างอะไรเลย ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมายเพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่แต่เดิมแล้ว” ผู้ใหญ่สมพรกล่าว

และว่า ชุมชนแห่งนี้พร้อมมากในการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน ดังนั้นที่ประชุมจึงกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยวแบบศูนย์เรียนรู้วิถีชุมชน จำนวน 4 ศูนย์ ได้แก่ “เมืองหน้าด่าน ตำนานรักสารสิน ถิ่นมอแกล็น ดินแดนวัฒนธรรม” ซึ่งมีกิจกรรมเด่นหลากหลาย เช่น เรียนรู้ภาพรวมของภูเก็ตที่ประตูเมือง สาธิตการจับจั๊กจั่นทะเล สัตว์น้ำหายากที่ชายหาดทรายแก้ว ล่องเรือลอดสะพานอธิษฐานรัก และเรียนรู้การเลี้ยงกุ้งมังกรในกระชัง ศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน เดินชมวิถีชีวิตหมู่บ้านชาวมอแกล็น ฯลฯ

“เมื่อเปิดเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวของหมู่บ้าน ในเส้นทางการท่องเที่ยวต้องสะอาด ต้องปลอดภัย สองอย่างนี้ถือว่าเป็นจุดหลักเลย ถ้าอยากให้คนมาก็ต้องช่วยกัน เมื่อก่อนชาวเลเขาไม่สนใจนักท่องเที่ยวหรอก เขาก็ทำมาหากินตามวิถีชีวิตของเขา แต่ปัจจุบันมันจำเป็นต้องสนใจแล้ว ก้าวมาสู่ยุคใหม่แล้ว เขาต้องปรับตัว ชาวเลไปหากุ้งหาปูหาหอยอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ตอนนี้ทำไม่พอกิน ชาวเลต้องออกไปรับจ้าง ขับเรือจ้างบ้าง ทำเกษตรบ้าง บ้างก็แสดงออกเน้นเรื่องราววิถีชีวิตที่เขาทำจริงๆ”

จากแนวคิดด้านความสะอาดและปลอดภัย และมีการรณรงค์การเที่ยวในชุมชนโดยปราศจากการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ส่งผลให้ชุมชนก้าวหน้าไปในทิศทางเชิงบวกที่ส่งผลดีต่อสุขภาวะของชุมชน

เป็นอีกผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยที่ชุมชนสามารถจัดการด้วยตัวเอง แสดงถึงแนวโน้มความสำเร็จอย่างยั่งยืน เเละสามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นได้

ที่มา     :    หน้าประชาชื่น มติชนรายวัน

ผู้เขียน :   พรรณิณ นทวงศ์

บทความก่อนหน้านี้กยท. เผย กองทุนพัฒนาเสถียรภาพราคายางเตรียมเดินหน้าเข้าลงทุนซื้อยางสัปดาห์หน้านี้
บทความถัดไป‘ไข่ดาวปลาเค็ม’ เต็มรส เต็มใบ โดย กฤช เหลือละมัย