การท่าเรือฯ ไล่จี้กิจการร่วมค้า CNNC เร่งงานก่อสร้าง “แหลมฉบัง” เฟส 3

กทท. เร่งรัดติดตามผู้รับเหมากิจการร่วมค้า CNNC นำจัดทัพแถลงแผนงานปรับปรุงใหม่ มั่นใจดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนกำหนด

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) นำทีมกลุ่มกิจการร่วมค้า CNNC และผู้ควบคุมงานก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 แถลงความคืบหน้าและรายงานแผนการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มอบให้ นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง) เป็นประธานในการแถลงความคืบหน้าและรายงานแผนการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ถือเป็นหนึ่งในโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนที่สำคัญตามแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าโครงการรวมประมาณ 114,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • กทท. 47%
  • เอกชน 53%

โดยเป็นการพัฒนาและดำเนินการในส่วนของท่าเทียบเรือ F เป็นลำดับแรก ระยะเวลาสัมปทาน 5 ปี

ทั้งนี้เมื่อพัฒนาโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับ ตู้สินค้าจาก 11 ล้าน ทีอียูต่อปี เป็น 18 ล้านทีอียูต่อปี

รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนสินค้าผ่านท่าทางรถไฟของท่าเรือแหลมฉบังจาก 7% เป็น 30% เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับรถยนต์จาก 2 ล้านคันต่อปี เป็น 3 ล้านคันต่อปี

แนวทางดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการลดต้นทุนการขนส่งโดยรวมของประเทศจาก 14% ของ GDP เหลือ 12% ของ GDP ประหยัดค่าขนส่งประมาณ 250,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ เพื่อมุ่งผลักดันท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูสู่การค้าการลงทุน และเสริมยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางน้ำของภูมิภาคได้อย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับการลงทุนของโครงการ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่

  1. งานก่อสร้างทางทะเล
  2. งานก่อสร้างอาคาร ท่าเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค
  3. งานก่อสร้างระบบรถไฟ
  4. งานจัดหาและติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับขนย้ายสินค้า พร้อมออกแบบและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับบริหารท่าเรือ และระบบโครงสร้างพื้นฐานกลาง

กทท. ได้ลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (ส่วนที่ 1) งานก่อสร้างทางทะเล ร่วมกับกิจการร่วมค้า CNNC ประกอบด้วย

  • บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท นทลิน จำกัด
  • บริษัท จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น กรุ๊ป จำกัด (ประเทศจีน)

กทท. ได้แจ้งให้กิจการร่วมค้าฯ เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 จะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 รวม 1,460 วัน

โดยอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลให้การก่อสร้างของโครงการประสบปัญหาการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ วิศวกผู้ชำนาญการ

รวมถึงแรงงาน ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เป็นผลให้การก่อสร้างไม่สามารถเป็นไปตามแผนการทำงานเดิมและเกิดความล่าช้า

รวมทั้งหลังจากสถานการณ์ข้างต้นคลี่คลายแล้วนั้น หน่วยงานภาครัฐได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดฯ ตามมาตรการกรมบัญชีกลาง โดยกำหนดแนวทางในทางปฏิบัติต่างๆ อาทิ การแก้ไขสัญญาและแนวทางการปรับแผนการทำงานใหม่

กทท. ได้อนุมัติให้แก้ไขสัญญาตามมาตรการภาครัฐข้างต้น และได้มีการปรับแก้แผนการทำงานใหม่ โดยแผนการทำงานใหม่มีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 กิจการร่วมค้าฯ ดำเนินงานก่อสร้างและส่งมอบพื้นที่ถมทะเลส่วนที่ 1 และพื้นที่ถมทะเลส่วนที่ 2 เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2565 และวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ตามลำดับ

ส่วนพื้นที่ถมทะเลส่วนที่ 3 มีกำหนดส่งมอบภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2567 และกำหนดแล้วเสร็จในส่วนที่ 1 ส่วนงานก่อสร้างงานทางทะเล ในวันที่ 29 มิถุนายน 2569 มูลค่าโครงการรวม 21,320 ล้านบาท

โดยจะส่งมอบพื้นที่ F1 ของโครงการให้แก่บริษัทเอกชนคู่สัญญา หรือ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC) ได้ภายในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ตามสัญญาเพื่อให้สามารถเปิดให้บริการท่าเทียบเรือท่าแรก (ท่าเทียบเรือ F1) ในโครงการ ภายในปี 2570

ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2566 ตามแผนการทำงาน ต้องทำงานให้ได้ 15.13% แต่กิจการร่วมค้าฯ สามารถทำงานส่งมอบให้โครงการได้แล้วที่ 13.26% มีความล่าช้าจากแผนการทำงาน 1.87%

อย่างไรก็ตาม กิจการร่วมค้าฯ มีแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อเร่งรัดงานก่อสร้างให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลา ดังนี้

1. เพิ่มจำนวนเครื่องจักรอุปกรณ์

เดิมโครงการมีเครื่องจักรทางน้ำในโครงการ รวมทั้งหมด 39 ลำ ประกอบด้วยเรือขุดหัวสว่าง เรือขุด GRAB และเรือบริวาร เรือใช้เรียงหิน เรือที่ใช้ในการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น ทั้งนี้ มีแผนการนำเครื่องจักรอุปกรณ์เข้ามาขั้นต่ำอีก 25 ลำ ปัจจุบันนำเข้ามาแล้ว 17 ลำ และกิจการร่วมค้าฯ จากประเมินสถานการณ์หากยังไม่เพียงพอ จะนำเข้าเพิ่มเติมอีก

โดยการนำเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มเติมนั้น จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณในการขุดลอกโดยจากเดิมเดือนละ 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 2.0 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งขีดความสามารถในการเรียงหิน จะเพิ่มจากเดิมวันละ 5,000 ลูกบาศก์เมตร เป็น 14,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มอุปกรณ์ทางบกสำหรับการขนส่งหินเพื่อใช้ในการก่อสร้างคันหินล้อมพื้นที่ถมทะเล การปรับระดับและบดอัดพื้นที่ถมทะเล และงาน PRELOADING เช่น รถบรรทุกดัมพ์ รถขุด และเครื่องแทรก PVD รวม 50 ชุด

2. เพิ่มจำนวนผู้ปฏิบัติงาน

กิจการร่วมค้าฯ เดิมมีแรงงาน 200 คน ในปีนี้ได้เพิ่มจำนวนแรงงานอีกเท่าตัว รวมเป็น 400 คน ปัจจุบัน และจะเพิ่มทีมบุคลากรและแรงงานเข้ามาปฏิบัติงานพร้อมกับเครื่องจักรทางทะเล อีก 6 ชุด ประกอบด้วย

  • ทีมทำเขื่อนคันล้อมพื้นที่ 3 จำนวน 2 ทีม (60 คน)
  • ทีมทำงานบดอัดและปรับระดับ จำนวน 2 ทีม (30 คน)
  • ทีมงานปรับปรุงคุณภาพดิน PVD 1 ทีม (10 คน)
  • ทีมขนส่งหิน 1 ทีม (20 คน)

รวมแล้วมีบุคลากรและแรงงานเพิ่มขึ้นทั้งชาวไทยและชาวจีนทั้งหมด 120 คน ภายในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเร่งรัดการทำงานให้สอดคล้องกับแผนงานและเครื่องจักรที่นำเข้ามาปฏิบัติงาน

3. ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน

นอกจากการเพิ่มจำนวนเครื่องจักรและจำนวนผู้ปฏิบัติงานแล้ว กิจการร่วมค้าฯ จะปรับเพิ่มจำนวนชั่วโมงการทำงาน และปรับเวลาทำการของแต่ละช่วงการทำงานให้มากกว่าปัจจุบันซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ของการทำงานเดิม

4. การจัดลำดับขั้นตอน (SEQUENCE) ใหม่

ทีมปฏิบัติการแต่ละทีมต้องมีอุปกรณ์เครื่องจักรและเรือที่เพียงพอ ตามข้อกำหนดของแต่ละกระบวนการในพื้นที่ก่อสร้าง โดยฝ่ายโครงการฯ ผู้รับเหมาจะติดตามผลและประสานงานระหว่างทีมปฏิบัติการต่างๆ เพื่อการทำงานอย่างต่อเนื่องของแต่ละพื้นที่การทำงาน และมีการตรวจสอบเป็นระยะ

5. ปรับปรุงแนวทางบริหารโครงการ

กิจการร่วมค้าฯ  เพิ่มการบริหารจัดการเครื่องจักรและบุคลากรเข้ามาดำเนินการ และมีการปรับปรุงวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับแผนงานที่ได้รับอนุมัติ จะทำให้การทำงานในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงมั่นใจว่าสามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จเป็นไปตามกรอบระยะเวลาได้

ทั้งนี้ งานจ้างก่อสร้างโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ส่วนที่ 2 (งานก่อสร้างอาคาร ท่าเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค) ตามงบประมาณ 7,425 ล้านบาท

สถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างการประกาศประกวดราคา โดยจะมีการยื่นเสนอราคาในวันที่ 15 ธันวาคม 2566 คาดว่าจะได้ผู้รับจ้างภายในเดือนมกราคม 2567 และเมื่อได้ผู้รับจ้างแล้ว ผู้ควบคุมงานก่อสร้างจะต้องกำกับการทำงานให้เป็นไปตามแผนบูรณาการงานก่อสร้างของโครงการให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลา

โดยคำนึงถึงระยะเวลาที่ กทท. ต้องส่งมอบพื้นที่ให้บริษัท GPC ตามข้อกำหนดในสัญญาสัมปทาน

นอกจากนี้ งานจ้างก่อสร้างส่วนที่ 3 (งานก่อสร้างระบบรถไฟ) ตามงบประมาณ 799.5 ล้านบาท และส่วนที่ 4 (งานจัดหาและติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับขนย้ายสินค้า พร้อมออกแบบและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับบริหารท่าเรือและระบบโครงสร้างพื้นฐานกลาง) ตามงบประมาณเมษายน 2567