หนุ่มสถาปัตย์ หันมาเอาดีทางปลูกมะเขือเทศอินทรีย์ขาย ที่อุทัยธานี

ด้วยคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ทำให้ “มะเขือเทศ” เป็นพืชไม้ผลที่เข้าไปอยู่ในหลายเมนูอาหาร ในทั่วทุกมุมโลก แล้วนิยมบริโภคมะเขือเทศกันแบบสด ทั้งนี้ มักให้ความสำคัญกับมะเขือเทศที่ปลอดภัยจากสารเคมีกันมาก

คุณสรายุทธ เย็นตั้ง หรือ คุณสตีฟ ชาวเมืองอุทัยธานีที่ยึดอาชีพปลูกมะเขือเทศพันธุ์ต่างประเทศด้วยการจัดการแบบอินทรีย์ในโรงเรือนสร้างคุณภาพผลผลิตที่สมบูรณ์ เพื่อลูกค้าจะได้บริโภคแต่สิ่งที่ปลอดภัยช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรง

คุณสรายุทธ เย็นตั้ง หรือ คุณสตีฟ

คุณสตีฟร่ำเรียนมาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร หลังจากจบการศึกษาออกมารับงานออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองจนถึงปัจจุบัน แล้วเปิดร้านขายกาแฟร่วมกับแฟนที่อำเภอทัพทัน

ความไม่ตั้งใจเข้าสู่วงการเกษตรทั้งที่ตัวเองร่ำเรียนมาสายออกแบบได้เกิดขึ้นเมื่อร้านขายกาแฟและเครื่องดื่มที่ตั้งขายอยู่ภายในบริเวณศูนย์อบรมการเกษตรที่อำเภอทัพทัน ทำให้คุณสตีฟมีโอกาสไปช่วยกิจกรรมทางการเกษตรที่จัดขึ้นภายในศูนย์หลายกิจกรรม จนกระทั่งเกิดการซึมซับความรู้ วิธี และเทคนิคหลายอย่างจนเรียนว่าเกิดความชำนาญระดับหนึ่ง

อีกทั้งยังได้มีโอกาสโชว์ฝีมือการปลูกเมล่อนในโรงเรือนจนประสบความสำเร็จแล้วรู้สึกถึงความชอบและสนุก จึงพบว่าตัวเองน่าจะร่ำเรียนมาทางสายเกษตรมากกว่า พร้อมกับชี้ว่ามะเขือเทศเป็นไม้ผลที่ปลูกและดูแลไม่ยาก เพียงแต่ต้องเอาใจใส่เช่นเดียวกับการปลูกพืชทำเกษตรกรรมอื่นๆ

“เมื่อคราวที่ได้ไปช่วยงานในศูนย์เกษตร สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการคัดเลือกพันธุ์ การใช้วัสดุปลูก การจัดสถานที่ปลูก ระบบการให้ปุ๋ย/น้ำ ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดความชอบมากขึ้นจึงพยายามหาข้อมูลในสิ่งใหม่ๆ รวมถึงเทคโนโลยีและวิทยาการด้านการเกษตรอื่นๆ จากทั้งในและต่างประเทศ”

ระหว่างพักแปลงเมล่อน คุณสตีฟได้เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศมา จึงลองเพาะปลูกตามแนวทางที่มีความรู้เรื่องเมล่อน จนประสบความสำเร็จ มะเขือเทศมีการเจริญเติบโต ออกผลผลิตอย่างมีคุณภาพ

ความจริงแล้วคุณสตีฟไม่ชอบมะเขือเทศ แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องชิมรสชาติอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้เขารู้สึกว่ามะเขือเทศพันธุ์แอปริคอตดรีมที่ปลูกอยู่มีรสหวานอร่อย ต่างจากรสชาติและกลิ่นมะเขือเทศที่เขาเคยพบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทัศนคติต่อมะเขือเทศของคุณสตีฟเปลี่ยนไป

มะเขือเทศพันธุ์แอปริคอตดรีม

พันธุ์มะเขือเทศที่คุณสตีฟนำมาปลูกคือแอปริคอตดรีม เป็นสายพันธุ์ในตระกูลเชอร์รี่ จึงมีรสหวานต่างจากมะเขือเทศในบ้านเรา ส่วนเหตุผลที่เลือกปลูกพันธุ์นี้เพราะไม่ต้องการซ้ำกับใคร อีกทั้งตลาดผู้บริโภคยังมีความต้องการต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มะเขือเทศพันธุ์นี้มีจุดเด่นในเรื่องรสชาติเพราะมีความหวาน กรอบ ขนาดผลปานกลาง (ประมาณนิ้วโป้ง)

“เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศแอปริคอตดรีม ต้องไปซื้อที่ภูเรือ เนื่องจากเป็นพันธุ์พืชเมืองหนาวและสั่งนำเข้าจากต่างประเทศพร้อมกับเป็นเมล็ดพันธุ์ที่รับรองคุณภาพมาตรฐานที่มีอัตรารอดสูงถึงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยจะใช้เมล็ดพันธุ์จำนวน 400-500 เมล็ด ต่อโรงเรือน”

เมื่อได้เมล็ดพันธุ์มาแล้วให้นำมาเพาะในหลุมปลูกที่มีพีทมอสส์เป็นวัสดุปลูก ให้รดน้ำแบบสเปร์ย ใช้เวลาประมาณ 3-5 วันใบอ่อนจะแตก ซึ่งระหว่างรอการเจริญเติบโตของต้นกล้าจะต้องใส่ใจเรื่องสภาพอากาศทั้งฝนและแดด ทั้งนี้ ถาดเพาะต้นกล้าจะต้องวางไว้ในที่ร่ม มีแดดอ่อนๆ แล้วถ้าเป็นหน้าฝนต้องไม่ให้โดนน้ำฝนเพราะจะทำให้ยากต่อการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์

จากนั้นใช้เวลาประมาณ 25 วัน หรือสังเกตใบจริงที่มีจำนวน 3-5 ใบ จึงย้ายเข้าไปปลูกในโรงเรือนขนาดโรงเรือน 12 คูณ 16 เมตร แล้วเปลี่ยนมาปลูกในถุงพลาสติกดำขนาด 8×16 นิ้ว ในถุงปลูกประกอบด้วยส่วนผสม ได้แก่ ดิน 1 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน ปุ๋ยคอก 1/2 ส่วน และเศษใบไม้ตามธรรมชาติอีก 1/2 ส่วน ทั้งนี้ คุณสตีฟชี้ว่าไม่ควรใส่ดินมากกว่าวัสดุอื่น เนื่องจากในแต่ละพื้นที่มีคุณภาพดินต่างกัน

ในแต่ละโรงเรือนสามารถวางต้นมะเขือเทศได้ 4-5 แถว มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 30 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม เหตุผลการปลูกมะเขือเทศในถุงพลาสติกเนื่องจากเป็นพืชต้องการน้ำน้อย ขณะเดียวกัน การปลูกในถุงช่วยให้ควบคุม/จัดการเรื่องโรคและแมลงได้ง่าย ทั้งนี้ แมลงศัตรูที่พบบ่อยคือหนอนกินใบ หนอนกระทู้ หรือหนอนสมอฝ้าย รวมถึงเพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ที่ติดมาในช่วงที่เพาะต้นกล้า ส่วนโรคไม่ค่อยพบเพราะมีการวางแผนบริหารจัดการภายในโรงเรือนเป็นอย่างดี

โรงเรือนมาตรฐาน เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ
การติดตั้งระบบน้ำหยด

ภายในโรงเรือนมีระบบน้ำที่ติดตั้งแบบสายน้ำหยด ช่วงที่ต้นกำลังเจริญเติบโตจะให้น้ำในปริมาณมากเพื่อต้องการให้มะเขือเทศแข็งแรง พร้อมกับผสมปุ๋ยหมักอินทรีย์จากพืชที่มีธาตุอาหารสำคัญ โดยให้ปุ๋ยทางดินและใบทุก 3 วัน แล้วยังเสริมด้วยกรดอะมิโนด้วย

มะเขือเทศจะเริ่มให้ผลผลิตประมาณ 30-45 วัน โดยหลังจากปลูกในโรงเรือนประมาณ 30 วันจะเริ่มมีดอกช่อแรก แต่ยังไม่ติดผลดีนัก จนเมื่อช่อดอกที่ออกตามมาจึงจะเริ่มให้ผลผลิตจริงจัง แล้วเพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพสมบูรณ์ คุณสตีฟจะเก็บไว้ช่อละประมาณ 10-12 ผล

ย้ายต้นกล้าเข้าปลูกในโรงเรือน

คุณสตีฟ ชี้ว่า การปลูกมะเขือเทศในโรงเรือนแม้ต้องลงทุน แต่เป็นการลงทุนเพียงครั้งแรก จากนั้นทุนในรุ่นต่อๆ ไปที่ต้องใช้มีเพียงค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ทั้งนี้ การปลูกในโรงเรือนมีข้อดีคือสามารถควบคุมจัดการเรื่องแมลง/โรค เรื่องแสง อากาศ และป้องกันน้ำจากน้ำค้างหรือน้ำฝนตามธรรมชาติ ที่สำคัญสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ผลผลิตมะเขือเทศมีคุณภาพสูง ได้ขนาด มีผิวสวย รสหวาน อีกทั้งไม่ได้ใช้สารเคมีจึงปลอดภัย จึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดแล้วมีราคาสูง

อุปกรณ์เสริมเพื่อช่วยวัดค่าความเป็นกรด-ด่างของดินและปริมาณความต้องการปุ๋ย
การพ่นละอองน้ำเพื่อช่วยปรับสภาพอุณหภูมิ

การปลูกมะเขือเทศแต่ละรอบตั้งแต่เพาะเมล็ดจนเก็บผลผลิตหมดใช้เวลาประมาณ 3 เดือน โดยผลผลิตต่อต้นได้ประมาณ 1-2 กิโลกรัม หลังจากเก็บผลผลิตรุ่นสุดท้ายแล้วจะจัดการรื้อแปลงออกแล้วพักโรงเรือนประมาณ 15 วันเพื่อเริ่มปลูกรอบต่อไป อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผลผลิตมะเขือเทศออกสู่ตลาดได้ต่อเนื่องและมีคุณภาพ คุณสตีฟจำเป็นต้องวางแผนการปลูกด้วยการปลูกแต่ละรุ่นห่างกันประมาณ 1 เดือน

จากผลผลิตชุดแรกที่เริ่มปลูกจะนำออกขายให้แก่ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงก่อน เพราะมองว่าหากสินค้าดีมีคุณภาพ ลูกค้าที่อยู่ใกล้ตัวจะแพร่กระจายข้อมูลออกไปสู่ภายนอกเอง แล้วในที่สุดแนวความคิดนี้มาถูกทางเพราะมีความสนใจจากลูกค้าในชุมชนอย่างมาก บางรายนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่งเพราะชิมแล้วอร่อย แถมยังปลอดภัย เลยแนะนำให้คนอื่นๆ รับประทาน

เก็บไว้ช่อละประมาณ 10-12 ผล
ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ แบรนด์กินดี ฟาร์ม

จนท้ายที่สุดก็นำไปสู่การขยายตลาดที่กว้าง ขณะเดียวกัน ยังได้นำสินค้าไปออกขายตามงานแสดงต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการโปรโมตสินค้าด้วย โดยกำหนดราคาขายกิโลกรัมละ 100 บาท (จำนวน 50 ผล) ส่วนแบบแพ็กกล่องขายมี 2 ขนาด คือ ขนาด 300 กรัม ราคา 40 บาท กับขนาด 1,000 กรัม ราคา 100 บาท

คุณสตีฟ บอกว่า สำหรับท่านที่ต้องการปลูกมะเขือเทศไว้รับประทานเองแล้วไม่มีพื้นที่มากนักก็อาจทดลองปลูกในถุงสัก 10-20 ต้นก่อน การเตรียมพื้นที่ก็ไม่ต้องยุ่งยาก ปรับวิธีและวัสดุเอาตามสภาพที่อยู่เป็นหลัก เพราะมะเขือเทศปลูกไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องสร้างวินัยตัวเองก่อน หมั่นเอาใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งเรื่องน้ำปุ๋ยและโรค/แมลง

“ขณะเดียวกัน ควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้วรีบหาทางแก้ไขให้เหมาะสมเท่านี้คุณและครอบครัวก็สามารถมีมะเขือเทศที่อร่อยแล้วยังปลอดภัยไว้รับประทานเองที่บ้าน”

คุณสตีฟแม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางสายเกษตร แต่กลับมาใช้ชีวิตสร้างรายได้กับงานเกษตรแล้วเกิดความนิยมชมชอบในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจมาก่อน จึงนับเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรกรรมในจังหวัดอุทัยธานีเลยเชียว…

คุณภาพเนื้อภายในผล

สอบถามรายละเอียดหรือแวะชิมมะเขือเทศอินทรีย์พันธุ์แอปริคอตดรีม แบรนด์ “กินดี ฟาร์ม” ได้ที่ คุณสรายุทธ เย็นตั้ง หรือ คุณสตีฟ บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 3 ตำบลเนินแจง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โทรศัพท์ (089) 640-2291 Fb : Sarayut Yentang

เกษตรกรชาวสวนอย่าหลงเชื่อบุคคลแอบอ้างรู้จักกับผู้สื่อข่าวเพื่อโอนเงินหรือส่งของ หากสงสัยโปรดติดต่อสอบถามมาก่อนได้ที่ กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน โทรศัพท์ (02) 589-0020 ต่อ กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน 

บทความก่อนหน้านี้“บ้านสวนอำพันธ์” อยุธยา ศูนย์รวมพันธุ์ไม้อินทผลัมแบบครบวงจร
บทความถัดไปกสทช.ติวเข้มวิทยุชุมชนโคราช-ชัยภูมิ ห้ามโฆษณาอาหารยาเกินจริง