ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. ชวนเที่ยวงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2561”

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ให้ข้อมูลว่า ในปี 2561 อ.ส.ค.ก้าวสู่ปีที่ 56 ซึ่งการปฏิบัติงานในช่วงที่ผ่านมาทั้งอดีตและปัจจุบัน ได้มีหลายๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของนโยบายกระทรวงในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายในเรื่องของโคนมมีความเข้มข้นมาขึ้นตามลำดับ เช่น การสร้างคุณภาพมาตรฐาน เพื่อให้คุณภาพน้ำนมมีคุณภาพต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

“อ.ส.ค.มีสมาชิกอยู่ประมาณ 4,000 คน จากเกษตรกรทั้งประเทศ 16,000 ครัวเรือน โดยทาง อ.ส.ค.จะมีงานทางด้านการส่งเสริมกิจการโคนมอยู่ด้วย ซึ่งการหน่วยงานต่างๆ ก็จะค่อยส่งเสริมให้กับเกษตรกรในเรื่องของการเลี้ยงโคนมให้ได้น้ำนมที่มีคุณภาพ ซึ่งองค์กรก็ได้มีแผนการบริหารงานที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2560-2564 โดยได้ตั้งไว้ว่าเราจะเป็นนมแห่งชาติในปี 2564 ความหมายของนมแห่งชาติก็คือ การมียอดขายรายได้ขององค์กรต้องเพิ่มมากขึ้น โดยต้องการให้คนได้รู้จักแบรนด์ไทย-เดนมาร์คมากขึ้น เมื่อนึกถึงนมไทยต้องนึกถึงนมไทย-เดนมาร์ค รวมไปถึงเป็นองค์กรที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ องค์กรจึงมีเป้าหมายและการจัดการที่ชัดเจนในปัจจุบันนี้” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค.

เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมโคนมในอาเซียนแล้ว ดร.ณรงค์ฤทธิ์ บอกว่า ประเทศไทยถือว่ามีการเลี้ยงโคนมมาอย่างยาวนานกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในปีนี้จะครบปีที่ 56 โดยในช่วงแรกที่มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมา ทำให้ไทยได้รับองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากการเลี้ยงโคนมต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2503 ดังนั้น การเลี้ยงโคนม การปรับปรุงพันธุ์โคนม ตลอดไปจนถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้การเลี้ยงโคนมของไทยมีการพัฒนามากขึ้นตามลำดับ

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

เป็นน้ำนมแท้ๆ จากเกษตรกร

ในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า ได้ใช้โคนมที่ได้จากการเลี้ยงของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นจำหน่ายภายในประเทศซึ่งเป็นเป้าหมายขององค์กรที่ชัดเจน และนอกจากนี้ ยังมีสินค้าบางส่วนที่ส่งออกจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ โดยได้มีการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำรายได้จากการจำหน่ายสินค้าไปยังต่างประเทศได้เป็นเงินมูลค่า 1,200 ล้านบาท

“อ.ส.ค.จึงถือเป็นตลาดที่สำคัญ เพราะทางองค์กรรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร ทางองค์กรจึงได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าน้ำนมที่รับซื้อมาจากสมาชิก ทางองค์กรได้นำมาแปรรูป พร้อมทั้งมีตลาดเพื่อจำหน่ายที่แน่นอน พร้อมทั้งองค์กรยังมีเป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อส่งออกจนมีรายได้กลับเข้ามาภายในประเทศแล้ว ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกด้วย เพราะแบรนด์ที่ติดไปกับผลิตภัณฑ์เป็นแบรนด์ที่มาจากประเทศไทย จึงเกิดความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการผลิตของไทยมากยิ่งขึ้น” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

โดยน้ำนมดิบที่ได้จากโคนมทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 3,300 ตัน ต่อวัน ซึ่งทาง อ.ส.ค.จะรับน้ำนมดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อยู่ที่ 650 ตัน ต่อวัน และส่วนที่เหลือจะถูกนำไปเป็นนมโรงเรียน และส่งต่อไปยังภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่มีโรงงานแปรรูปเอง

ซึ่งตลาดต่างประเทศที่ อ.ส.ค.ส่งออกผลิตภัณฑ์จากนมโคมากที่สุดคือ ประเทศกัมพูชา จึงทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีความมั่นใจได้ว่า น้ำนมทุกหยดที่ทำการเลี้ยงมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งมีการสร้างตลาดที่ยั่งยืนอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพ ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า อาจจะต้องทำการศึกษาและฝึกอบรมเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมเสียก่อน เพราะปัจจุบันการเริ่มตั้งฟาร์มเลี้ยงโคนมค่อนข้างแตกต่างกว่าสมัยก่อน โดยถ้าเริ่มเลี้ยงจาก 5-10 ตัว ในช่วงแรกจะทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก อย่างน้อยเกษตรกรที่จะรีดนมเพื่อเป็นอาชีพจึงต้องมีโคนมอย่างน้อยประมาณ 20 ตัวขึ้นไปจึงจะประสบผลสำเร็จได้เร็วขึ้น

“การเริ่มเลี้ยงโคนมในปัจจุบัน ค่อนข้างที่จะมีการลงทุนสูงกว่าสมัยก่อนมาก ซึ่งสมัยก่อนคนจะเริ่มจาก 5-10 ตัวแล้วค่อยๆ ขยาย ก็จะทำให้ได้เกิดการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย แต่ปัจจุบันถ้าเริ่มเลี้ยงน้อยแบบสมัยก่อน อาจจะทำให้รายได้ที่ได้รับไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้น การมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้สนใจเลี้ยงสามารถตัดสินใจได้มากขึ้น หรืออาจจะมาดูนิทรรศการที่มีจัดแสดงในเทศกาลโคนมแห่งชาติ เพื่อเป็นการตัดสินใจในการนำไปประกอบอาชีพ” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

เทศกาลโคนมแห่งชาติ

ประจำปี 2561

ในการจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติที่มีการจัดงานเป็นประจำทุกปีนั้น ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า งานจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติประจำปี 2561” ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งในงานนี้ได้ใช้ชื่อหัวข้อในการจัดงานว่า “สืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทาน สู่โคนมไทย 4.0”

ซึ่งภายในงานได้มีนิทรรศการเกี่ยวกับการนำเสนอและการถ่ายทอดอุตสาหกรรมนมของประเทศไทย และที่สำคัญได้มีนิทรรศกาลเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 10 ตลอดไปจนถึงการจัดแสดงองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่ทางองค์กรได้ทำความร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น ประเทศภูฏาน

“ภายในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ไม่ได้มีเพียงในเรื่องของการจัดนิทรรศการเพียงอย่างเดียว ยังมีการมอบรางวัลต่างๆ ให้กับเกษตรกร เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกร ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า ภายในงานมีสิ่งที่เป็นองค์ความรู้และความสนุก ในการจัดประกวดโคนมภายในงาน ทั้งนี้ ยังมีงานวิจัยของสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือภาคเอกชน ก็นำมาจัดแสดงภายในงานนี้ด้วย” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจที่อยากจะประกอบอาชีพเกี่ยวกับโคนม หรือมีความสนใจที่อยากจะศึกษาองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อนำมาต่อยอดและเสริมสร้างการเลี้ยงโคนมต่อไป สามารถเดินทางไปรวมงาน เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2561 ได้ที่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งงานจัดตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) หมายเลขโทรศัพท์ (036) 344-926

บทความก่อนหน้านี้กยท. เปิดรับสมัครผู้สนใจ ร่วมโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี ปี 61 จัดอบรม 2 หลักสูตรพัฒนาทักษะความรู้ เน้นแปรรูปผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้
บทความถัดไป“ไก่อู” เผย “บิ๊กตู่” พอใจราคาข้าวเปลือกสูง โวเพราะเกษตรกรปรับพฤติกรรมตามคำแนะ รบ.