งานท่องไปกิน…อินทผลัม เปิดตัวไร่คุณอนันต์อินทผลัม ถมที่นาปลูกไม่กี่ไร่ ฟันรายได้กว่าล้าน

จังหวัดหนองบัวลำภู ได้จัดงาน ท่องไปกิน…อินทผลัม ท่องเที่ยววิถีเกษตรหนองบัวลำภู เมืองน่าอยู่น่าเที่ยว เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ณ ไร่คุณอนันต์อินทผลัม บ้านหนองแวง หมู่ที่ 3 ตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง โดย คุณสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประธานเปิดงาน

คุณกมล โสพัฒน์ เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ได้กล่าวถึงอินทผลัมว่า อินทผลัม 1 ต้น สามารถทำรายได้ต้นละประมาณ 10,000 บาท (ให้ผลผลิตปีที่ 2-3) แต่หลังจากนั้นผลผลิตจะเพิ่มขึ้นและรายได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจถึงต้นละ 20,000-30,000 บาท หากปลูกระยะ 6×6 เมตร จะได้ 45 ต้น/ไร่ มีรายได้ไร่ละหลายแสนบาท ซึ่งมากกว่าการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง พร้อมได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า

คุณกมล โสพัฒน์ เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวรายงาน
  1. เปิดโอกาสให้ส่วนราชการ ภาคเอกชน และเกษตรกรชั้นนำ ได้มาเยี่ยมฟาร์ม พร้อมรับความรู้ บอกเล่าประสบการณ์ การผลิต และการตลาดอินทผลัม จากเจ้าของฟาร์มที่ประสบผลสำเร็จ
  2. เพื่อตอบวิสัยทัศน์ จังหวัดหนองบัวลำภู เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว โดยการประชาสัมพันธ์ เชิญชวน นักท่องเที่ยวในจังหวัดและต่างจังหวัดให้มาเที่ยวให้มากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด-19 อีกด้วย

ภายในงานได้กำหนดกิจกรรม

  1. จัดเป็นสถานีถ่ายทอดความรู้ 2 สถานี ได้แก่ เทคนิคการผลิตอินทผลัม เทคนิคการผสมเกสรและการตลาดอินทผลัม
  2. ชมสภาพการผลิต ชิมและซื้ออินทผลัมไปฝากญาติๆ ผู้เข้าร่วมงานจะมีค่าใช้จ่าย คนละ 200 บาท จะได้รับอินทผลัม 2 เส้น เส้นละ 12 ผล และรับประทานอาหารกลางวัน การจัดงานครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงาน จำนวน 210 คน สร้างความพึงพอใจให้กับผู้ร่วมงานมากพอสมควร โดยได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลกุดดู่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างดียิ่ง

คุณสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า จังหวัดหนองบัวลำภู มีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำที่สุดของประเทศ จึงคิดหาวิธีที่จะยกระดับรายได้ให้สูงขึ้น ซึ่งได้เริ่มดำเนินการหลายอย่าง เช่น การปลูกข้าวโพดหวาน การเลี้ยงไก่พื้นเมือง ฯลฯ และอินทผลัม ก็เป็นสินค้าอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของจังหวัดหนองบัวลำภู และที่สำคัญรายได้ดีกว่าการทำนาข้าว อ้อย มันสำปะหลัง หลายเท่าตัว น่าจะมีการปลูกเพิ่มมากขึ้น แต่ปลูกคนละไม่ต้องมาก ทั้งนี้ ควรปลูกควบคู่หรือผสมผสานกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆด้วย เพราะในอนาคตหากอินทผลัมล้นตลาดจะมีรายได้จากสินค้าตัวอื่นด้วย รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย

คุณกมล โสพัฒน์ เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวรายงาน

ปรับที่นามาปลูกอินทผลัม
กว่าจะประสบผลสำเร็จต้องล้มลุกคลุกคลาน

คุณอนันต์ ส่วนเสมอ อายุ 37 ปี เจ้าของไร่คุณอนันต์อินทผลัม อยู่ที่บ้านเลขที่ 313 หมู่ที่ 3 บ้านหนองแวง ตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน ท่องไปกิน… อินทผลัม ในครั้งนี้ ให้ข้อมูลว่า ตนทำงานอยู่ บริษัท แอลจี ประเทศไทย จำกัด ที่บ้านมีพื้นที่ 46 ไร่ เป็นที่นาทั้งหมด เดิมคุณพ่อ คุณแม่ ทำนา แต่ละปีเมื่อถึงฤดูทำนาจะส่งเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย จ้างดำนา 20,000-30,000 บาท ปุ๋ยเคมี 40,000-50,000 บาท ค่าเก็บเกี่ยว 40,000-50,000 บาท รวมประมาณ  100,000-130,000 บาท แต่ละปีขายได้ 150,000-200,000 บาท บางปีประสบภัยแล้ง น้ำท่วม ก็ขาดทุน จึงเปลี่ยนแนวคิดและตัดสินใจขุดสระน้ำและนำดินมาถมที่นา จากนั้นจึงปลูกอินทผลัม ลองผิดลองถูก ประสบปัญหามากมาย ในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จ

คุณอนันต์ ส่วนเสมอ เจ้าของไร่ กับพันธุ์บาฮี

ปัจจุบัน ปลูกอินทผลัม 16 ไร่ ประมาณ 500 ต้น แบ่งเป็นเพาะเมล็ด 200 ต้น ที่เหลือเป็นต้นตัวผู้, สายพันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (พันธุ์บาฮี) 80 ต้น (ให้ผลแล้ว) และปลูกใหม่ (พันธุ์บาฮี) 30 ต้น โดยอินทผลัมจะให้ผลผลิตหลังปลูก 3 ปี หลังจากนั้นผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจถึงต้นละ 100 กิโลกรัม ซึ่งที่ไร่แห่งนี้เพิ่งให้ผลผลิตมา 2 ปี ราคาขาย กิโลกรัมละ 300-1,200 บาท ปีนี้ผลผลิตรวมกว่า 4 ตัน

คุณอนันต์ บอกอีกว่า ภายหลังจากอินทผลัมเริ่มให้ผลผลิตแล้ว จะต้องดูแลสวนเป็นอย่างดี มีการบริหารจัดการทั้งการผลิต การตลาด จึงให้พี่ชาย (คุณคมสันต์ ส่วนเสมอ โทร. 092-592-9792) ที่ทำงานเอกชนลาออกมาทำสวนอินทผลัม อย่างเต็มตัว

คุณคมสันต์ ส่วนเสมอ ให้ข้อมูลว่า อินทผลัมนั้น มีทั้งชนิดรับประทานผลสด ผลสุก และแปรรูป ที่ตนเองปลูกเป็นพันธุ์รับประทานผลสด ระยะปลูกมีหลายระยะ เช่น 8×8 เมตร (25 ต้น/ไร่) 6×6 เมตร (45 ต้น/ไร่) ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ การปลูกเริ่มจากขุดหลุมขนาด 80x80x80 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยอินทรีย์คลุกเคล้ากับหน้าดินให้เข้ากัน ปล่อยไว้ 2-3 วัน จากนั้นนำต้นพันธุ์ลงปลูก ให้น้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือสูตรเสมอ ทุกเดือน 1-2ช้อน ควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์ (ขี้ไก่) เมื่อต้นโตให้ใส่ในปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

คุณคมสันต์ ส่วนเสมอ (พี่ชาย) เจ้าของไร่ ลาออกจากงานบริษัทมาดูแลเต็มตัว

เมื่ออายุ 2 ปีเศษ ก่อนถึงระยะออกดอก (เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม) ให้ใช้ปุ๋ยสูตรเร่งดอก ได้แก่ สูตร 16-20-0ผสมยูเรีย หลังจากนั้น อีก 1 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 อัตรา ต้นละ 1-2 กิโลกรัม (ทางดิน) และใช้ทางใบ สูตร 0-52-34 อัตรา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน จะทำให้ออกดอกดีขึ้น พอใกล้จะออกดอก (ก่อนออกดอก 7 วัน) ให้ใช้ผงชูรส ห่อละ 5 บาท ผสมน้ำ 20 ลิตร ผสมไข่ไก่ 10 ฟอง นมสดพาสเจอไรซ์ 2 กล่อง เอ็ม 150 จำนวน 2 ขวด และยูเรีย 1 กิโลกรัม ละลายน้ำให้เข้ากันฉีดพ่น 2 ครั้ง (ก่อน 09-00 น.) ห่างกัน  7 วัน และในช่วงนี้ต้องตัดหนามที่ก้านใบ โดยใช้กรรไกรตัด เพื่อให้เราเข้าไปดูแลได้สะดวกขึ้น

 

เทคนิคการเก็บเกสรตัวผู้และการผสมเกสร

เนื่องจาก อินทผลัม จะแยกต้นตัวผู้และตัวเมีย โดยปกติต้นตัวผู้จะออกดอกก่อนต้นตัวเมียราว 2 สัปดาห์ และจะทยอยออกดอกไปเรื่อยๆ ต้นตัวเมียก็จะทยอยออกจั่น (ช่อดอก) ไปเรื่อยๆ ให้ผลระยะแรกอาจออกจั่น 4-5 จั่น/ต้น ปีต่อไป 10-15 จั่น และเพิ่มขึ้นทุกปี ในการผสมเกสรหากปล่อยให้ผสมเกสรตามธรรมชาติจะทำให้ติดผลน้อย ดังนั้น จึงต้องช่วยในการผสม การผสมเกสรมี 2 วิธี คือ

  1. การผสมเกสรสด คือการตัดช่อดอกเกสรตัวผู้ที่บานแล้ว (จะมีละอองเกสรจำนวนมาก) ในการตัด ให้ใช้ถุงพลาสติกสวมทั้งช่อดอก แล้วมัดปากถุงตรงโคนช่อดอก แล้วตัดตรงโคนช่อดอก การสวมถุงพลาสติกจะเป็นการป้องกันการฟุ้งกระจาย การหลุดร่วงของละอองเกสรขณะตัด เมื่อตัดแล้วนำช่อเกสรตัวผู้มาเคาะใส่ยอดเกสรตัวเมียที่เริ่มบานเช่นเดียวกัน ปกติเกสรตัวเมียจะบานเป็นเวลาประมาณ 4 วัน ต้องผสมภายใน 4 วันนี้เท่านั้น ช่วงเวลาในการผสม ควรทำในช่วงเช้าไม่เกิน 09-00 น. ใน 1 ช่อดอกตัวผู้ สามารถนำไปผสมกับช่อดอกตัวเมียได้ 2-3 ช่อ หรือมากกว่า หรือ ต้นตัวผู้ 1 ต้น ต่อตัวเมีย ประมาณ 10 ต้น วิธีนี้เหมาะสำหรับฟาร์มที่มีต้นตัวผู้เยอะ
  2. การเก็บละอองเกสรไว้ใช้นานๆ (เมื่อต้องการ) เมื่อเกสรตัวผู้ออกช่อเริ่มบาน ให้นำถุงพลาสติกมาสวมทั้งช่อ แล้วใช้เชือกรัดที่ปากถุงตรงโคนช่อ เพื่อป้องกันละอองเกสรตัวผู้ฟุ้งกระจาย แล้วใช้กรรไกรตัด จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง 1 แดด แล้วเคาะให้ละอองเกสรออกเยอะๆ จากนั้นนำไปผสมกับแป้งเค้ก ในอัตรา เกสรตัวผู้ 3 ส่วน ต่อแป้ง 1 ส่วน จะทำให้เก็บรักษาได้นาน โดยเก็บใส่ขวดไว้ (หากไม่ผสมแป้ง ละอองเกสรตัวผู้จะจับตัวกันและเน่าเสีย) เมื่อต้นตัวเมียออกช่อพร้อมผสมเกสร ให้นำเกสรตัวผู้ที่เก็บไว้แล้วมาผสม โดยใช้แปรงทาสีแตะที่เกสรตัวผู้แล้วนำมาเคาะที่ยอดเกสรตัวเมีย
ต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

หลังจากผสมแล้ว 3-4 สัปดาห์ ให้ห่อผลด้วยถุงกระดาษเคลือบมันสีขาว เพื่อไม่ให้ถูกแสงแดดจนเกินไป และป้องกันการทำลายของแมลงศัตรู จากนั้นอีก 1 เดือน ห่อด้วยถุงสีน้ำตาล

การตัดแต่งผล จะตัดแต่งช่อและผลออก เพื่อไม่ให้ติดผลมากจนเกินไป โดยจะให้มีผลเหลือที่ก้าน ก้านละ 20-25  ผล และมี 45-50 ก้าน ใน 1 ช่อ หลังผสมแล้ว 100-120 วัน ให้ใส่ปุ๋ยหวาน สูตร 13-13-21 หรือ 13-0-46 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม เมื่อครบ 120 วัน ใส่เกลือแกง 3-4 กำมือ โรยรอบๆ ต้น จากนั้นอีกประมาณ 20-30 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้

คุณคมสันต์ และ คุณอนันต์ บอกอีกว่า ปัจจุบัน ทำนา 20 ไร่ ผักหวานป่า 5 ไร่ สระน้ำ 3 ไร่ (5 สระ) และอินทผลัม 16 ไร่ ด้านการตลาดนั้น ส่วนใหญ่ขายออนไลน์ และมีผู้บริโภคมาซื้อที่สวน ซึ่งได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ท่านที่สนใจมาเยี่ยมชม ชิม และซื้อสินค้าด้วย สำหรับเทคนิคการปลูกการดูแลรักษาอินทผลัมให้ประสบผลสำเร็จนั้นมีอีกมาก ยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับท่านที่สนใจ รวมทั้งท่านที่ต้องการต้นพันธุ์ที่จะปลูกติดต่อได้ที่ คุณอนันต์ โทร. 082-684-2126 คุณคมสันต์ โทร. 092-592-9792

ดอกตัวผู้เริ่มบาน

ท่านที่เคารพครับ จะเห็นว่า อินทผลัม ผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดแถวตะวันออกกลาง ที่คนไทยไม่คุ้นเคยกับการบริโภค แต่เชื่อว่าวันนี้คนไทยเริ่มรู้จักมากขึ้น รับประทานมากขึ้น รวมทั้งคุณประโยชน์ก็น่าสนใจ เช่น บำรุงร่างกาย เพิ่มพลังขจัดความเมื่อยล้า เพิ่มน้ำหนักตัวในกลุ่มคนที่มีน้ำหนักน้อยเกินไป บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันกระดูกพรุน ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงสายตา ควบคุมระบบประสาท ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เพราะมีสารฟิลกูลินช่วยการบำรุงน้ำเชื้อของเพศชายได้ดี เป็นต้น

คุณคมสันต์ ส่วนเสมอ กับผลผลิต

อินทผลัมเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกร แต่อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน อย่าปลูกตามกระแส เพราะในวันข้างหน้า เมื่อเกษตรกรปลูกมาก จัดการผลผลิตตนเองไม่ได้ จะมีปัญหา และที่สำคัญหากตัดสินใจปลูก ควรปลูกควบคู่กับการเกษตรอย่างอื่นหลายๆ อย่างด้วย จะลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคา

____________________________________________________________________________

เทคโนโลยีชาวบ้านจัดงานใหญ่ประจำปี! “นวัตกรรมใหม่ เพื่อเกษตรกรไทยยุค 5G”  ในวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ที่ห้องประชุมใหญ่ บริษัท ข่าวสด จำกัด แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ผู้สนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนาฟรี โดยผ่านการลงทะเบียน 2 ช่องทาง คือ https://www.eventpassinsight.co/mobile/registration/create/ifn/?code=5g หรือโทรศัพท์แจ้งความจำนงได้ที่ (02) 580-0021 ต่อ 2335, 2339, 2342 และ 2343 ซึ่งผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการสัมมนาล่วงหน้า จะได้รับกล้ามะละกอเสียบยอดจากคุณทวีศักดิ์ กลิ่งคง และต้นกล้าดอกดาวเรืองจาก บริษัท East-West seed (ศรแดง) ฟรี

บทความก่อนหน้านี้ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งมอบอาหารจากใจร่วมต้านโควิด-19 แก่ รพ.แม่สอด เป็นลำดับที่ 3 ใน จ.ตาก
บทความถัดไป“ดร. ชุติมา  เอี่ยมโชติชวลิต” ผู้ว่าการ วว. ได้รับความไว้วางใจจากผู้แทนทุกรัฐวิสาหกิจ ให้ดำรงตำแหน่งประธานชมรมรัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม