ไร่บุญฉลวย ปลูกพืชผักอินทรีย์ มีความสุข

สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในวัยทำงานเราไม่เคยนึกถึง เรามักทุ่มเทหามรุ่งหามค่ำไปกับงานหรือความบันเทิงเพื่อผ่อนคลายจนลืมเวลาพักผ่อน อาหารอะไรๆ ก็เอามาใส่ปาก คำนึงเพียงแค่ความสะดวกสบายและความอร่อย จนย่างเข้าอายุ 40 ปัญหาสุขภาพก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งตอนนี้เงินที่สะสมไว้ไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีให้เราได้ ไม่เหมือนรถที่สามารถฟิตเครื่องและเปลี่ยนอะไหล่ได้

มนุษย์เงินเดือนเป็นอาชีพที่น่าสงสารสุด เพราะใช้เวลาในการไปกลับและเวลา 8 ชั่วโมงที่ทำงานจนเหลือเวลาให้ตัวเองและครอบครัวเพียงน้อยนิด ด้วยความที่ยังมีภาระอยู่ จึงจำเป็นต้องทำ และจากในวัยเรียนถูกปลูกฝังให้รังเกียจอาชีพเกษตรกรรมเพราะเป็นงานหนักที่เหนื่อยและไม่มีวันหยุด ไม่เหมือนอาชีพในเมืองที่แต่งตัวโก้และมีวันหยุดทุกๆ สัปดาห์ จนได้มาสัมผัสในวันนี้ก็พบว่าชีวิตค่อนข้างหลักลอย ไม่รู้จะถูกจ้างออกเมื่อไร สำหรับบางคนก็สายไปเสียแล้ว

หน้าไร่
.ศูนย์เรียนรู่

มีเพียงไม่กี่คนนักที่ความฝันเป็นจริง คุณสุชีพ บุญวีระ เจ้าของไร่บุญฉลวย เล่าให้ฟังว่า “ชื่อไร่บุญฉลวย นำมาจากคุณพ่อบุญและคุณแม่ฉลวย ไร่บุญฉลวยเกิดจากการอยากปลูกผักกินเอง เพราะคุณแม่แฟนป่วยเป็นมะเร็งได้รับการรักษาจนหาย แต่ก็ต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน พืชผักในตลาดไม่สามารถรับรองได้ว่าปลอดจากสารเคมีจริงๆ จึงมีแนวคิดที่จะปลูกผักเพื่อกินกันเองในครอบครัว เพราะมีทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล็ก จึงค่อยปรับพื้นที่ 37 ไร่ ซึ่งมีหินค่อนข้างมาก ต้องใช้รถแบ๊กโฮ รถไถ เพื่อปรับที่ เดิมที่ดินผืนนี้ก่อนหน้านี้ได้ให้เช่าทำไร่ข้าวโพดและมันสำปะหลัง หลังจากปรับที่ให้เหมาะสมแล้ว ต่อมาจึงมาปลูกบ้านหลังเล็กๆ เพื่ออยู่อาศัยและเพื่อปลูกผักไว้กินเอง ในคราวแรกๆ ก็หาความรู้จากมหาวิทยาลัย หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตามสื่อต่างๆ ในอินเตอร์เน็ตที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรปลอดภัย”

ผักที่เริ่มปลูกก็คือผักที่มักนำมาทำอาหารในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป และส่วนหนึ่งเป็นผักที่คนปลูกชอบ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักชี มะนาว กล้วย ผลผลิตที่ได้มีจำนวนมากเนื่องจากปลูกเกือบเต็มพื้นที่ นอกเหนือจากที่บริโภคในบ้านและญาติพี่น้อง ก็แจกไปบ้าง มีคนมาขอซื้อบ้าง จากกรณีนี้ทำให้เห็นว่าของสดที่ปลูกหากไม่มีตลาดรองรับจะเสียหายได้ง่าย จึงคิดเปลี่ยนบางพื้นที่เป็นปลูกสมุนไพร เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างพื้น สบู่ แต่ผลผลิตที่ได้ก็ได้เปิดขายทางออนไลน์ในพื้นที่ปากช่องและโคราช มีบางส่วนมารับเองที่ไร่

อาจารย์น้ำ
คุณสุชีพ

ต่อมาเป็นที่รู้จักของผู้ที่นิยมพืชผักอินทรีย์จึงมีร้านค้าในห้างโมเดิลเทรดเข้ามาติดต่อขอซื้อเอาพืชผักไปใช้ในร้านอาหารสุขภาพสม่ำเสมอโดยร้านค้าดังกล่าวจะออเดอร์พืชผักต่างๆ ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ที่ไร่ปลูกส่งตามฤดูกาลต่างๆ สมุนไพรที่ปลูกก็นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนหนึ่งทางไร่บุญฉลวยเห็นว่ามีโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือสังคมทางการเกษตรโดยให้ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงที่คิดอยากจะปลูกพืชแบบไร้สารเคมีซึ่งจะมีประโยชน์กับเขาโดยการปลูกพืชแบบอินทรีย์สามารถลดค่าใช้จ่ายและปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่ชาวบ้านไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์เลย จึงได้จัดอบรมมา 5 รุ่นแล้ว

ภาพที่อบรมคราวนี้เป็นการอบรมรุ่นที่ 5 ในวันที่ 21-23 ตุลาคม จำนวนผู้เข้ารับการอบรมประมาณ 60 ท่าน โดยทางไร่เป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งในรุ่นก่อนหน้านี้บางคนได้นำความรู้ไปปลูกเพื่อบริโภคในครอบครัว แต่บางคนสามารถต่อยอดนำไปจำหน่ายเป็นพืชปลอดภัยได้และส่วนหนึ่งได้นำมาฝากขายที่ไร่บุญฉลวย

 

วันฝึกอบรม
กล้าที่เพาะไว้

เน้นที่การปรับปรุงดิน

การทำเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่จะเน้นการใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ต่างๆ มาใส่บำรุงดิน แต่ที่ไร่บุญฉลวยไม่เน้นที่มูลสัตว์แต่จะเน้นเรื่องการใช้ปุ๋ยพืชสดซึ่งเป็นวัชพืชในแปลงพร้อมกับใช้ฟางข้าวมาปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ อาจารย์น้ำ หรือ อาจารย์สุวิทย์ มากรุด นักเกษตรกรรมธรรมชาติที่ดูแลไร่บุญฉลวยอยู่ ปลูกพืชผักด้วยศาสตร์การเลี้ยงดิน ด้วยการห่มดินของศาสตร์ของพระราชา

“เชื่อว่าหลายท่านน่าจะเคยได้ยินคำนี้ “เลี้ยงดินเพื่อให้ดินเลี้ยงพืช” แต่เอ เราเลี้ยงดินได้ด้วยหรือ ถ้าเลี้ยงดินได้ก็แปลว่าดินมันมีชีวิตนะสิ แล้วเราจะต้องเลี้ยงมันอย่างไรต้องใช้อะไรบ้าง แล้วทำยากไหม คำถามเหล่านี้จะได้รับคำตอบหรือไม่อยู่ที่ผู้อ่านแล้วละครับ ก่อนอื่นเราจะต้องรู้ก่อนว่า ดินที่ดินนั้นเป็นอย่างไรและสังเกตได้จากอะไรบ้าง”

อาจารย์น้ำเล่าให้ฟังต่อว่า ดินที่ดีในธรรมชาติประกอบด้วยกัน 5 ส่วน คือ

  1. อินทรียวัตถุ คือเศษซากพืชซากสัตว์ มูลสัตว์ที่ย่อยสลายแล้วมีอยู่ประมาณ 3-5%
  2. ความชื้น ก็คือน้ำ ซึ่งน้ำเป็นหัวใจสำคัญของทุกชีวิต แน่นอนว่าถ้าพื้นที่ใดไม่มีน้ำหรือไม่มีความชื้นอยู่เลย ก็จะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเติบโตอยู่ได้เช่นกัน ซึ่งความชื้นมีอยู่ในดิน 25%
  3. อากาศ บางท่านอาจจะสงสัยว่า ดินต้องมีอากาศด้วยหรือ เล่าย้อนไปในช่วงที่ผมเรียนอยู่ประถมศึกษา ในการทดลองวิทยาศาสตร์ คุณครูให้นำดินมาโรยลงไปในน้ำและสังเกตการเปลี่ยนแปลง ผมจำได้แม่นเลยว่าพยายามสังเกตหลายอย่างมากแต่ก็ตอบไม่ถูกสักที สุดท้ายคุณครูเฉลยว่า เราจะเห็นฟองอากาศลอยขึ้นมา เป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจนมาก นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์หนึ่งที่บ่งบอกว่าในดินก็มีอากาศอยู่ด้วยจำนวน 25%
  4. สารอาหาร ต้องบอกก่อนว่าดินเป็นเพียงโครงสร้างที่เอาไว้ยึดเกาะ แต่ไม่ได้ทำให้ต้นไม้โต สิ่งที่จะทำให้ต้นไม้โตได้นั้นก็คือสารอาหาร ซึ่งมันก็มาจากอินทรียวัตถุ ปุ๋ย และจุลินทรีย์ ตัวอย่างเช่น การปลูกผักไฮโดรโปนิก ต้นผักจะลอยอยู่ในน้ำโดยใช้โครงสร้างพลาสติกในการยึดเกาะและเติบโตด้วยสารอาหารจากปุ๋ยที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยที่ไม่ต้องใช้ดินแม้แต่น้อย สารอาหารนี้มีอยู่ 45%
  5. สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น จุลินทรีย์ เชื้อรา ไส้เดือน แมงมุม และมด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะคอยเกื้อกูลผลประโยชน์ให้กับพืชโดย ไส้เดือนในธรรมชาติช่วยย่อยเศษขยะให้กลายเป็นปุ๋ย รวมถึงพรวนดินให้มีความร่วนซุยด้วย แมงมุมคอยดับจับแมลง หนอน และเพลี้ยอ่อน ที่จะเข้ามาทำลายพืช จุลินทรีย์ช่วยย่อยมูลสัตว์ให้กลายเป็นอาหารพืช สิ่งเหล่านี้มีอยู่ 1-2% ถ้าดินของเรามีครบ 5 อย่าง นั่นแปลว่าดินของเราเป็นดินที่ดีและมีชีวิตแล้ว
ผักกาด
กองปุ๋ยพืชสด

ธรรมชาติมีกฎระเบียบอยู่ในตัว พวกเรามีชีวิตในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ดังนั้น การใช้ชีวิตตามกฎแห่งธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญ เกษตรธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่วิธีการผลิต ผลผลิตทางการเกษตรที่จะช่วยให้มีอาหารซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและสุขภาพของพวกเรา แต่ยังเป็นงานสำคัญซึ่งเป็นรากฐาน ในการช่วยค้ำจุนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย์ อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นและประเทศ โดยมีหลักพื้นฐานอยู่ที่ “การเคารพและคล้อยตามธรรมชาติ” โดยถือว่าทั้งดินและพืชต่างก็มีชีวิต หากเราให้ความรัก พืชก็จะสนองตอบด้วยการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ และควรสำนึกขอบคุณต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรธรรมชาติและความปราณีของธรรมชาติ ในเวลาเดียวกันก็ปรารถนาที่อยากจะให้ร่วมมือกันส่งเสริม “การผลิตและบริโภคในพื้นที่” ซึ่งจะทำให้วิถีชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติเป็นจริงขึ้นในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

หลักของเกษตรธรรมชาติ 1. ดิน คือการทำให้ดินแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ดินที่ดีต้องมีแร่ธาตุครบถ้วน 2. สิ่งแปลกปลอม การรักษาดินให้สะอาดอย่างถึงที่สุด โดยไม่ใส่สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ อย่างเช่น ปุ๋ยที่ผลิตขึ้นจากมนุษย์ ดินก็จะไม่มีสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ทำให้ดินแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างแท้จริง 3. การเคารพธรรมชาติ หลักการพื้นฐานของเกษตรกรรมธรรมชาติคือ การเคารพธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติจะสอนให้เราเข้าใจสิ่งนั้น

เรดโอ๊ค
ผักกาดหอม

การหมักปุ๋ยสำหรับที่ไร่บุญฉลวยเน้นที่ใช้วัชพืช ใบไม้สด และเศษพืชที่เหลือ นำมาหมักรวมกับใบไม้แห้งและฟางข้าวเป็นชั้นๆ แล้วนำดินในไร่มากลบอีกที ราดด้วยจุลินทรีย์ที่หมักไว้ เพื่อให้ย่อยสลายได้เร็ว โดยไม่ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์เลย ไร่บุญฉลวยตั้งอยู่ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา สนใจมาสัมผัสบรรยากาศสบายๆ มีอาหารที่ทำจากพืชผักอินทรีย์ 100% ติดต่อได้ที่ คุณพา นภาพร รักสุจริต และ คุณสุชีพ บุญวีระ เบอร์โทรศัพท์ (093) 536-9498

บทความก่อนหน้านี้19 ก.พ. 62 คืนมาฆบูชา ชวนจับตา “ซูเปอร์ฟูลมูน” ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี
บทความถัดไปแนะวิธีป้องกัน ปัญหาภัยแล้งในภาคเกษตร