เลี้ยงหมูแบบชีวภาพ อาหารต้นทุนต่ำ ช่วยลูกหมูโตเร็ว สร้างกำไรได้ดี

ทุกวันนี้ คนไทยใช้ชีวิตกันลำบากขึ้นเพราะต้นทุนค่าใช้จ่ายปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าน้ำ  ทำเอาหลายคนบ่นอุบ “ไม่คุ้มเลย” กับต้นทุนค่าแรงวันละ 300 บาท เจอหน้าเกษตรกรที่คุ้นเคยก็มีเสียงบ่นเกี่ยวกับต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตที่สูงขึ้นไม่แพ้กัน ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา  ค่าอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายของเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงหมู จึงขอแนะนำเคล็ดลับการผลิตอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำจากทั่วประเทศมาฝากกัน ซึ่งเป็นเทคนิคการผลิตอาหารสัตว์ที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก และเลือกใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น

เริ่มต้นที่ ผู้ใหญ่สงบ หาญกล้า แห่งบ้านดอนตะหนิน 18 หมู่ 5 ตำบลหนองค่าย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันลุงสงบ เป็นเจ้าของศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่นี่ทำการเกษตรแบบไม่พึ่งพาสารเคมีและมีการศึกษาเรียนรู้วิธีการนำเอาวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ในการลดต้นทุนอย่างได้ผล  การลดต้นทุนค่าอาหารในการเลี้ยง ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร

ลุงสงบเลี้ยงหมูหลุมรุ่นละ  10  ตัว   ระยะเวลาเลี้ยง  4 – 5 เดือน/รุ่น   มูลหมูนำไปใส่แปลงปลูกพืช ผัก และการเลี้ยงหมูหลุมลดรายจ่ายประหยัดมากกว่าการเลี้ยงหมูปกติ และไม่มีปัญหากลิ่นและน้ำเสียจากการล้างคอก อาหารที่ใช้เป็นผักผสมกับปลายข้าวต้ม  ผสมกับรำ  หยวกกล้วย และผักโขม

ผักโขม พืชผักพื้นบ้านที่สามารถนำมาเลี้ยงหมูได้ดี

ผักโขมโด่งดัง เพราะป๊อบอายส์ตัวการ์ตูนกะลาสีที่กินเป็นประจำจนแข็งแรงทั้งๆ ที่ตัวเล็กนิดเดียว เนื่องจากผักโขมมีธาตุเหล็ก ซัลเฟอร์ เบต้าแคโรทีน แมกนีเซียม และแคลเซียมสูง สำหรับผักโขกพันธุ์พื้นบ้านไทย มีลักษระเป็นต้นเตี้ยๆ เล็กๆ ชาวบ้านชอบเก็บเอามาต้มให้สุก กินกับน้ำพริก  หากใครมีโอกาสซื้อผักในตลาดสดท้องถิ่นให้ ลองสังเกตผักโขมบ้านที่ชาวบ้านและกำเป็นมัดสั้นๆ วางขาย ผักโขมบ้านจะมีใบเขียวเข้มกว่าและใบเล็กนิดเดียว  แต่นำมาปรุงเป็นอาหารสำหรับคนหรือต้มเป็นอาหารเลี้ยงหมูก็มีคุณประโยชน์ไม่แพ้กัน

สำหรับเคล็ดลับที่สอง  ซึ่งเป็นผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553 ของ คุณพิณซอ กรมรัตนาพร ผศ.เสรี แข็งแอ และ ผศ.สาธิร พรตระกูลพิพัฒน์   นักวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ แนะเลี้ยงหมูขุน ได้กำไร ด้วยพืชอาหารหมัก โดยนำ  ข้าวโพดต้นอ่อน ใบมันสำปะหลังตากแดด 1 แดด ยอดอ้อย หยวกกล้วย นำพืชเหล่านี้มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ขนาด 0.5 เซนติเมตร นำมาหมักกับกากน้ำตาล เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น นำมาคลุกเคล้ากับรำ ปลายข้าว และหัวอาหารสุกร  หากนำสูตรนี้มาให้หมูขุนกินจะได้ โปรตีน 16  % หากใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ สถานีฟาร์มฝึกนักศึกษา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บ้านทรัพย์ไพศาล ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โทร. (042) 801-096

เคล็ดลับที่สาม  มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกรคนเก่งคือ  คุณนรงค์ สุรธรรม  อยู่บ้านเลขที่ 278 หมู่ 1 บ้านอาฮี ตำบลอาฮี อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย คุณนรงค์เลี้ยงหมูหลุม แบบโบราณ ต่อมาได้พัฒนาเป็น การเลี้ยงหมูแบบชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยง

การเลี้ยงหมูแบบชีวภาพ  นำอาหารวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาทำเป็นอาหารเลี้ยงหมู เช่น กล้วยดิบ มันสำปะหลัง มะละกอ ใบกระถิน มาใช้เลี้ยงหมูแล้ว ยังสามารถใช้เลี้ยงวัวและปลาได้อีกด้วย พบว่า หมูเจริญเติบโตดีมาก 5 เดือน ก็สามารถขายได้แล้ว โดยที่เราไม่ต้องเลี้ยงด้วยหัวอาหารแต่อย่างใด และยังลดต้นทุนโดยไม่ต้องซื้อหัวอาหารที่มีราคาแพง

แม่หมูกำลังให้นมฝูงลูกหมู

ข้อดีของการเลี้ยงหมูแบบชีวภาพก็คือ ลดต้นทุนโดยเฉพาะหัวอาหารได้ประมาณ 70-80% ด้วยการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดปัญหาการทำความสะอาดคอกบ่อยๆ คอกหมูไม่มีกลิ่นเหม็น สัตว์ที่เลี้ยงมีสุขภาพแข็งแรง จำหน่ายได้ราคาดี และยังได้ปุ๋ยแบบธรรมชาติจากมูลหมูไปใช้ประโยชน์ได้

ส่วนหนึ่งที่ทำให้การเลี้ยงหมูแบบชีวภาพประสบความสำเร็จก็คือ จะต้องเป็นหมูลูกผสมพันธุ์ดี อาหารดีคือ อาหารธรรมชาติ โรงเรือนถูกลักษณะ การจัดการที่ดี มีการป้องกันโรคที่ดี  การเลี้ยงหมูในลักษณะนี้  โรงเรือนที่เลี้ยงหมู ควรตั้งอยู่ในพื้นที่เป็นเนิน น้ำท่วมไม่ถึง การระบายน้ำดี อากาศถ่ายเท สร้างโรงเรือนตามแนวทิศตะวันออกและตะวันตก ขนาดกว้างที่เหมาะสม 3×3.50 เมตร โดยสามารถเลี้ยงได้คอกละ 3-5 ตัว โดยไม่ต้องราดซีเมนต์ โดยใช้แกลบเทในคอกเพื่อป้องกันไม่ให้พื้นแฉะ แกลบที่ผสมกับขี้หมู สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับอาหารที่เลี้ยงหมูแบบชีวภาพนั้น ต้องคำนึงถึงอาหารที่มีในท้องถิ่น สามารถหาได้ง่าย เช่น อาหารสด ได้แก่ กล้วยน้ำว้า มะละกอทั้งดิบทั้งสุก ผักสดต่างๆ มันสำปะหลังที่ตากแห้งแล้ว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งฝักสดและแห้ง ซึ่งจะมีหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี นอกจากนั้น ก็จะมีจำพวกอาหารเสริม ซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญอย่างยิ่งคือ น้ำหมักชีวภาพซึ่งหมักจากพืชต่างๆ กับกากน้ำตาล นำมาผสมในอาหารที่เราผลิตขึ้นมาเพื่อให้หมูกิน

เมื่อนำน้ำหมักชีวภาพผสมให้หมูกิน จะมีข้อดีก็คือ เพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารที่สัตว์กินเข้าไป ทำให้สัตว์ได้รับธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น เพราะสัตว์ประเภทสัตว์ปีกและสุกร เป็นสัตว์กระเพาะเดียว ไม่สามารถย่อยพืชต่างๆ ได้ดีเท่าสัตว์เคี้ยวเอื้อง ทำให้เราประหยัดอาหารได้ถึง 70% ถ้าสัตว์ได้รับน้ำหมักชีวภาพอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าทางน้ำและทางอาหาร

ลูกหมูหน้าตาน่ารัก

การเลี้ยงหมูแบบชีวภาพ สามารถเลี้ยงตั้งแต่ลูกหมูหย่านม เพื่อไม่ให้หมูสับสนในเรื่องการกิน จะทำให้เกิดเป็นนิสัยในการกินอาหาร ถ้ากินกล้วยดิบก็ดิบไปตลอด  โดยจะห้อยกล้วยดิบให้หมูกิน ตัวเล็กก็ห้อยต่ำหน่อยพอให้หมูแหงนกินได้สะดวก ไม่ควรวางกับพื้นดิน ถ้าตัวโตขึ้นก็จะขยับสูงขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนั้น ก็ต้องกำหนดจุดให้อาหารแยกกัน เช่น น้ำ อาหาร กล้วย ควรจะอยู่คนละมุม ในบริเวณคอกเราก็โรยด้วยแกลบและราดด้วยน้ำหมักชีวภาพทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็น

อาหารชีวภาพที่นำมาเลี้ยงหมู เป็นวัตถุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น กล้วยดิบ มะละกอ มันสำปะหลัง โดยเฉพาะมันสำปะหลังนั้นจะต้องหั่นให้เป็นมันเส้น ตากแดดให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา วิธีทำก็เอากล้วยดิบ มะละกอมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วบดรวมกับมันสำปะหลังที่ตากแห้ง ใส่น้ำหมักชีวภาพ ผสมให้เข้ากันดีแล้ว จากนั้นก็เอาไปให้หมู วัว ปลา รวมทั้งเป็ด ไก่ กินได้หมด จากที่เลี้ยงมา หมู 5 เดือน ก็ขายได้แล้ว และหมูก็สมบูรณ์มากตามความต้องการของตลาด และทางการเกษตรอำเภอท่าลี่ก็มาให้การแนะนำ ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอท่าลี่ โทร. (042) 889-060

บทความก่อนหน้านี้เลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติ เอาชนะ โรคกุ้งตายด่วนได้
บทความถัดไปเกษตรจังหวัดพังงา รณรงค์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล หลังพบว่าแนวโน้มตลาดราคาสูงขึ้น