สองหมอฟาร์ม ที่อุดรฯ จำหน่ายกากมอลต์เบียร์ ลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ กำไรเพิ่มอย่างเห็นชัด

ค่าอาหารสัตว์ที่ผันแปรแล้วมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตลอดเวลาสร้างปัญหาเพิ่มต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ให้แก่เกษตรกรอย่างไม่รู้จบ ความพยายามหาแนวทางเพื่อช่วยลดต้นทุนของชาวบ้านได้ถูกนำมาใช้หลายวิธีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน มุ่งหวังกำไรเพิ่ม ทั้งนี้ การนำกากมอลต์เบียร์มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยให้ผู้เลี้ยงสัตว์มีค่าใช้จ่ายลดลง

กากมอลต์เบียร์คืออะไร มีส่วนช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้จริงหรือ??

ยอดขายเดือนละ 7-8 รถพ่วง

กากมอลต์เบียร์เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมเบียร์ เป็นส่วนที่เหลือจากการสกัดเพื่อนำแป้งและน้ำตาลส่วนใหญ่ออกจากข้าวมอลต์ โดยกระบวนการที่ทำให้ธัญพืชเริ่มงอกแล้วเติมน้ำย่อย (เอนไซม์) เพื่อไปย่อยแป้งเป็นน้ำตาล ซึ่งยังคงมีสารอาหารอย่างโปรตีนค่อนข้างสูง (ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์) ทำให้ได้รับความนิยมสนใจจากผู้เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นแหล่งโปรตีนทดแทนวัตถุดิบอื่นในยามขาดแคลนหรือประสบปัญหาต้นทุน เพราะมีราคาถูกและมีเปอร์เซ็นต์โปรตีนเหลืออยู่ในระดับสูง

ดังนั้น กากมอลต์เบียร์จึงมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในอาหารสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้อง โดยเฉพาะโคนมเนื่องจากพบว่ามีพลังงานและโปรตีนที่สูงและมีคุณสมบัติเป็นอาหารหยาบจึงมีความเหมาะสมในการนำไปใช้เป็นอาหารโคเนื้อได้เป็นอย่างดี

ขนขึ้นรถกระบะเพื่อลำเลียงส่งลูกค้า

นอกจากนั้นแล้ว ข้อมูลจากภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้กากมอลต์เบียร์ในอาหารโคเนื้อ พบว่ากากมอลต์เบียร์มีระดับของโปรตีนประมาณ 26-28 เปอร์เซ็นต์ พลังงานประมาณ 2.2-2.3 Mcal/kg และเป็นโปรตีนที่มีราคาค่อนข้างถูก สามารถที่จะนำมาใช้เป็นแหล่งโปรตีนทดแทนในยามขาดแคลนได้ทั้งในโคเนื้อและโคนม

โดยจากการศึกษาพบว่า ผลของการใช้กากมอลต์เบียร์ที่ระดับไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ในอาหารโคเนื้อทำให้อัตราการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นและที่สำคัญยังมีองค์ประกอบของ Se ซึ่งไปมีผลต่อการพัฒนาของระบบสืบพันธุ์ในโคสาวและการใช้ที่ระดับสูงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของคุณภาพเนื้อ

รถพ่วงที่ขนส่งกากมอล์มาจากลาว

อย่างไรก็ตาม กากมอลต์เบียร์ยังถูกนำไปใช้ผสมกับอาหารสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้อีก ไม่ว่าจะเป็น หมู ปลา เป็ด ไก่ แพะ แกะ หรือจิ้งหรีด แต่จะต้องมีอัตราการผสมที่ถูกต้องเหมาะสมจึงจะได้ผล ทั้งนี้ กากมอลต์เบียร์แบบสดจะมีอายุเก็บสั้นเพราะมักบูดเน่ามีเชื้อราง่าย แต่หากแปรรูปเป็นแบบแห้งสามารถเก็บไว้ได้นาน

การนำกากมอลต์เบียร์มาเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ช่วยทำให้ต้นทุนค่าอาหารของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ลดลง เจ้าของฟาร์มมีรายได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีเกษตรกรจำนวนมากหันมาใช้กากมอลต์เบียร์ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์กันอย่างมากมาย

สำหรับในพื้นที่ภาคอีสาน มีหลายจังหวัดที่รู้จักชื่อเสียงของ “สองหมอฟาร์ม” เป็นอย่างดี เพราะเป็นธุรกิจผลิตอาหารสัตว์จากกากมอลต์เบียร์ที่มีคุณภาพทั้งชนิดสดและชนิดอัดเม็ด ได้รับความสนใจจากผู้เลี้ยงสัตว์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น วัว หมู เป็ด ไก่ แพะ ปลา หรือแม้แต่จิ้งหรีดที่ล้วนเป็นลูกค้าขาประจำของสองหมอฟาร์มกันมายาวนานกว่า 3 ปี โดยมี คุณสุภาวิณี สังสัมฤทธิ์ หรือ จิ๊บ กับ คุณอรุณี นามอาษา หรือ เจี๊ยบ ร่วมกันเป็นเจ้าของธุรกิจ

กากมอลล์เบียร์สด

“สองหมอฟาร์ม” ตั้งอยู่เลขที่ 188 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ (095) 283-8398 ID:Jibbyzomo FB:http://m.facebook Songmophfarm

คุณจิ๊บ บอกถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจนี้ว่า มาจากวัวที่เลี้ยงเพื่อเป็นรายได้เสริมมีรูปร่างผอม ตัวเล็ก จึงพยายามหาอาหารที่มีประโยชน์ให้กิน ซึ่งต้องใช้ต้นทุนสูงมาก จึงพบว่ากากมอลต์เบียร์สดมีโปรตีนในอัตราสูงสามารถนำมาใช้ร่วมกับอาหารข้นได้ ทำให้ช่วยลดปริมาณอาหารข้นลง ขณะที่กากมอลต์เบียร์สดมีราคาต่ำมาก

ปรากฏว่าได้ผลดีมาก วัวมีน้ำหนักเพิ่ม ตัวใหญ่ขึ้น แข็งแรง จึงเห็นว่ากากมอลต์เบียร์สดเป็นทางเลือกที่ดี ทั้งยังช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้กว่าครึ่งจึงตระเวนหาซื้อมาสำหรับไว้ใช้จำนวนมาก จนมีชาวบ้านสนใจมาขอแบ่งซื้อนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ต่างๆ ของตัวเอง

ตรงนี้เองจึงทำให้คุณจิ๊บเกิดความคิดที่จะซื้อกากมอลต์เบียร์สดมาจำหน่ายในเชิงธุรกิจ เป็นกากมอลต์เบียร์สดที่ซื้อมาจากประเทศลาว เพราะเนื้อมีความละเอียดกว่าของไทย ซึ่งจะมีผลดีต่อการย่อยได้ง่ายและเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ระยะแรกรู้เพียงว่าใช้เลี้ยงวัว จึงขายเฉพาะในกลุ่มคนเลี้ยงวัวแล้วได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว

กากมอลล์ชนิดเม็ด

ทั้งนี้ มองว่าน่าจะใช้เลี้ยงกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้ จึงได้หาข้อมูลเชิงลึก พร้อมกับค้นหางานวิจัยในเรื่องนี้ด้วย จนพบว่าจำนวนโปรตีนที่ยังเหลือถึง 22-25 เปอร์เซ็นต์ สามารถนำไปผสมร่วมกับอาหารใช้เลี้ยงสัตว์อื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นหมู แพะ เป็ด ไก่ ปลาเนื้อ หรือแม้กระทั่งจิ้งหรีด เพียงแต่การนำไปใช้กับสัตว์แต่ละชนิดต้องมีอัตราส่วนผสมเฉพาะที่เหมาะสมจึงจะเกิดประโยชน์ที่คุ้มค่า ทั้งยังชี้ว่าจากที่เคยใช้อาหารข้นเลี้ยงสัตว์ต้องลงทุน 300-400 บาท พอนำกากมอลต์เบียร์ผสมกับอาหารข้นอย่างละครึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ทันที แล้วมีกำไรเพิ่มขึ้นด้วย

ตัวอย่างความเหมาะของอัตราส่วนผสมกากมอลต์เบียร์กับอาหารข้นของสัตว์แต่ละชนิด อย่างในวัวใช้อัตรา 50 ต่อ 50 หรือกากมอลต์เบียร์ 2 ส่วน กับอาหารข้น 1 ส่วนก็ได้ ในหมูที่มีน้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม ใช้อัตรา 1 ต่อ 1 ส่วน เป็ด/ไก่ เนื้อ ใช้อัตรา 2 ต่อ 1 ส่วน แต่ถ้าเป็นเป็ด/ไก่ไข่ใช้อัตรา 1 ต่อ 1 ส่วน จิ้งหรีด ใช้อัตรา 3 ต่อ 1 ส่วน ทั้งนี้ ถ้านำไปเลี้ยงปลา โดยเฉพาะกลุ่มปลากินพืชจะได้ผลดีมาก ลูกค้านิยมซื้อกากมอลต์เบียร์แบบสด ด้วยการนำไปคลุกใส่ร่วมกับอาหารเม็ดที่ให้ปลาแล้วใส่ลงในสวิงแขวนไว้ในบ่อเลี้ยงปลาเพื่อให้ปลาตอดกิน

“อย่างวัวเนื้อจะให้อาหารต่อตัวประมาณมื้อละ 2-3 กิโลกรัม หรือวันละ 6-7 กิโลกรัม แต่เมื่อใช้กากมอลต์เบียร์ผสมอาหารข้นเหลือเพียง 1 ส่วน ต่อตัวเท่านั้น ผลจากการใช้จริงแล้วพบว่าช่วยลดต้นทุนได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์”

พนักงานช่วยตักใส่กระสอบทุกวัน

คุณจิ๊บสั่งกากมอลต์เบียร์จากประเทศลาวมาใช้ในธุรกิจ เธอบอกว่า เพราะเนื้อมีความละเอียดกว่าของไทย ซึ่งจะมีผลดีต่อระบบการย่อยในสัตว์ได้ง่ายและเร็วขึ้น โดยตอนแรกที่เริ่มสั่งซื้อมาจำนวนเล็กน้อย จนมาตอนนี้ต้องสั่งมาครั้งละ 2 รถพ่วง มียอดขายเดือนละ 7-8 รถพ่วง เมื่อบรรจุใส่กระสอบขนาด 30 กิโลกรัม จะได้ประมาณ 900-1,000 กระสอบ จำหน่ายปลีกราคากระสอบละ 100 บาท ถ้าสั่งจำนวน 100 กระสอบขึ้นไป แล้วมารับเองจะคิดราคา 90 บาท ต่อกระสอบ

แม้การนำกากมอลต์เบียร์ชนิดสดมาใช้จะช่วยทำให้เกษตรกรลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่จุดอ่อนของแบบสดจะสามารถเก็บรักษาได้เพียง 2 เดือน ดังนั้น เพื่อให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ทางสองหมอฟาร์มจึงผลิตกากมอลต์เบียร์ชนิดอัดเม็ดที่วัดโปรตีนได้ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ออกมาอีกรูปแบบหนึ่ง

โดยกากมอลต์เบียร์ชนิดเม็ดใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับผสมร่วมกับวัตถุดิบอื่นเพื่อผลิตเป็นหัวอาหารเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ หากนำไปใช้ในวัวต้องนำกากมอลต์เบียร์ชนิดเม็ดผสมกับกากถั่วเหลือง กระถินบด มันสำปะหลัง ซึ่งล้วนเป็นส่วนผสมของการผลิตเป็นหัวอาหารสัตว์

สำหรับข้อดีของกากมอลต์เบียร์ชนิดเม็ดนั้นสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปี จัดเก็บง่าย ขณะเดียวกัน ปริมาณการใช้แบบเม็ดยังน้อยกว่าแบบสด จึงนับเป็นอีกทางเลือกให้แก่ลูกค้า กำหนดขายปลีกกระสอบละ 345 บาท ถ้าสั่งจำนวนมากเกินกว่า 100 กระสอบจะได้ราคาส่งซึ่งต้องตกลงกันอีก

กากมอลล์สดแพ็คใส่กระสอบขนาด 30 กิโลกรัม

คุณจิ๊บทำธุรกิจนี้มาได้ประมาณ 3 ปี มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะต่างเห็นว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีความคุ้มค่า แล้วสามารถลดต้นทุนได้จริง การตลาดจะมีลูกค้าหลายจังหวัดในเขตพื้นที่ภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเลี้ยงแบบระบบฟาร์ม อย่างวัว หมู แพะ เป็ด ไก่หรือจิ้งหรีด กับลูกค้าอีกประเภทที่รับซื้อเพื่อไปขายต่อ

“ที่ผ่านมาอาหารสำเร็จรูปสำหรับเลี้ยงสัตว์มีราคาผันผวน ซึ่งต้นทุนการซื้ออาหารสัตว์ถือว่ามีความสัมพันธ์กับรายได้และผลกำไร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงรายเล็กจะได้รับผลกระทบมากกว่าเนื่องจากต้องแบกรับภาระต้นทุนสูง แต่เมื่อกากมอลต์เบียร์เข้ามาในวงการอาหารสัตว์จึงถือเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรที่จะเข้ามาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายลงได้อย่างเห็นผลจริง” เจ้าของธุรกิจรายนี้กล่าว

บทความก่อนหน้านี้ไผ่เป๊าะสาละวิน แม่สะเรียง กับเทคนิคการทำไผ่นอกฤดู ของ บุญยัง เทพแก้ว
บทความถัดไปกรมส่งเสริมการเกษตร สั่งลุย เตรียมแผนฟื้นฟู พืชผลทางการเกษตร หลังพายุปาบึก ผ่าน