“ละโว้บางแก้ว” มาตรฐานสุนัขพันธุ์ไทย ถ้วยพระราชทาน

เสียงเห่าขรมดังหนักหน่วง ทำเอากลุ่มผู้ร่วมงานที่เดินทางมาด้วย กรูไปอยู่รวมกันเป็นก้อนประหนึ่งขนมปังก้อนกลมๆ อย่างไรอย่างนั้น แต่ทันทีที่เสียงเจ้าของบ้านจุ๊ปาก เสียงเห่าขรมที่ได้ยินชัดในตอนแรก กลับเบาเสียงลงเรื่อยๆ และเงียบไปในที่สุด

“เด็กๆ ที่นี่ ว่าง่าย ไม่ดุเหมือนอย่างที่ใครเข้าใจหรอก”

ความหมายของคำว่า “เด็ก” ในที่นี้ คือ “สุนัขพันธุ์บางแก้ว” ที่คุณฤทธิรงค์ ม่วงแสง เจ้าของบ้านเลี้ยงไว้ และให้ความสำคัญพิเศษเสมือนหนึ่งบุคคลในครอบครัว

เรื่องราวของสุนัขพันธุ์บางแก้ว ที่คุณฤทธิรงค์ปั้นสร้างมากับมือ ตั้งแต่เลี้ยงเป็นเพื่อนเล่น เพื่อนรัก เพื่อนกินและเพื่อนนอน กระทั่งปัจจุบันเติบโตขึ้นเป็นฟาร์มสุนัขเล็กๆ อย่างที่ใฝ่ฝัน

เริ่มต้นจากที่คุณฤทธิรงค์ชื่นชอบ และนิยมในสุนัขที่มีลักษณะเป็นผู้นำ ซึ่งระยะแรกตั้งใจเลี้ยงสุนัขพันธุ์อัลเซเชียล แต่ครั้งหนึ่งที่เห็นสุนัขพันธุ์อัลเซเชียลถูกข่มด้วยสุนัขพันธุ์บางแก้ว จึงจุดประกายความชอบในสายพันธุ์บางแก้วขึ้นมาทันที

คุณฤทธิรงค์ พูดหยอกกระเซ้าว่า คุณเชื่อไหมว่า…เจ้าสี่ขา ที่แม้มันจะพูดไม่ได้ ยิ้มไม่ได้ หัวเราะไม่ได้ แต่มันสามารถทำให้เรามีความสุขได้

สุนัขสายพันธุ์บางแก้วที่ฟาร์ม “ละโว้บางแก้ว” มีอยู่ไม่มากนัก ราว 15 ตัว ที่คุณฤทธิรงค์ไม่คิดจะขายหรือส่งต่อให้ใคร แต่มีไว้สำหรับเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และส่งประกวดในงานต่างๆ เพื่อรักษามาตรฐานสายพันธุ์บางแก้วไว้

“บางแก้ว ตัวแรกของผม ซื้อจากถิ่นกำเนิดเดิม คือ จังหวัดพิษณุโลก เพราะเห็นว่าเป็นต้นสายพันธุ์ เริ่มเลี้ยงเพียงตัวเดียว จากนั้นไปชมในงานประกวดสุนัขสายพันธุ์บางแก้วทุกงาน เพื่อศึกษาและดูลักษณะมาตรฐานตามสายพันธุ์ให้เป็น และเริ่มซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้วเพิ่มขึ้น เมื่อเริ่มมีความรู้และรู้จักงานประกวด จึงส่งสุนัขเข้าประกวดบ้าง และงานแรกที่ส่งเข้าประกวด ได้รางวัลที่ 3 ก็ถือเป็นความภูมิใจครั้งหนึ่ง”

เมื่อความรักและความสนใจในการขยายพันธุ์และรักษาสายพันธุ์ให้ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น จำนวนสุนัขพันธุ์บางแก้วจึงเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามลำดับ ในระยะแรกสุนัขเพิ่มขึ้นจากการซื้อ ต่อมาเพิ่มจำนวนจากการขยายพันธุ์เอง และเพื่อให้การเพาะเลี้ยงมีมาตรฐาน สุนัขพันธุ์บางแก้วของคุณฤทธิรงค์เกือบทุกตัวจะผ่านเวทีประกวด เพื่อเป็นเครื่องการันตีถึงมาตรฐานสายพันธุ์ที่เชื่อถือได้

พื้นที่บริเวณบ้านถูกแบ่งเป็นสัดส่วน กั้นรั้ว และมีกรงสุนัขที่สั่งทำขึ้นให้ได้ขนาดสำหรับสุนัข 1-2 ตัว ซึ่งเมื่ออยู่ในกรงแล้วจะไม่ทำให้สุนัขรู้สึกอึดอัด เพราะตลอดทั้งวันสุนัขทั้งหมดจะอยู่ในกรง ยกเว้นเช้าและเย็นที่เจ้าสี่ขาจะเป็นเวลาวิ่งเล่นได้ตามอัธยาศัย

คุณฤทธิรงค์ เล่าถึงการดูแลสุนัขในสไตล์ของ “ละโว้บางแก้ว” ว่า ใน 1 วัน จะปล่อยให้สุนัขออกจากกรงเพื่อขับถ่าย วิ่งเล่น ทุกเช้าและเย็น ครั้งละ 20 นาที แต่มีกติกาการปล่อย โดยจะแบ่งสุนัขเป็นชุด ปล่อยครั้งละชุด เมื่อชุดแรกวิ่งเล่นครบ 20 นาที ก็เรียกเข้ากรง และปล่อยสุนัขชุดต่อไป

เหตุผลของการแบ่งสุนัขเป็นชุด เพราะอาจมีสุนัขบางตัวไม่กินเส้นกัน จึงจำเป็นต้องแยกสุนัขออกจากกัน สุนัขคอกเดียวกันอาจไม่ถูกกันก็ได้ ดังนั้นการแบ่งสุนัขแต่ละชุดให้ดูจากพฤติกรรมของสุนัขเป็นหลัก โดยละโว้บางแก้วแบ่งสุนัขออกเป็น 5 ชุด ในช่วงเช้า เริ่มปล่อยเวลา 06.00 น. และช่วงเย็น เริ่มปล่อยเวลา 16.30 น.

การให้สุนัขอยู่ในกรงเดียวอย่างเดียว แม้จะมีน้ำ อาหาร ครบถ้วนสมบูรณ์ จะทำให้สุนัขเครียด และเกิดผลพวงอื่นตามมาได้ เช่น อาการก้าวร้าว หรือ เจ็บป่วย เป็นต้น

“สิ่งแวดล้อมบริเวณที่เลี้ยงสุนัขก็เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้สุนัขร่าเริง” คุณฤทธิรงค์บอก และอธิบายเพิ่มอีกว่า บริเวณโดยรอบพื้นที่เลี้ยงจะจัดแบ่งเป็นสนามหญ้าโล่ง ส่วนหนึ่งเป็นพื้นซีเมนต์ มีต้นไม้ให้ความร่มรื่น และเปิดพัดลมภายในกรงให้กับสุนัขในเวลากลางวัน

“สายพันธุ์บางแก้วในอดีต อาจเป็นสุนัขที่มีความก้าวร้าว แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ลดความก้าวร้าวลงให้มากที่สุด เพราะเสน่ห์ของบางแก้วอยู่ที่ เลือกที่จะรัก จึงควรพัฒนาเรื่องจิตประสาทและโครงสร้างของสุนัขให้ดี”

อาหารสำหรับสุนัข เป็นอาหารเม็ดทั่วไป วิธีการเลือกให้ดูที่ส่วนผสมของอาหาร หากต้องการให้สุนัขได้รับสารอาหารชนิดใดก็เลือกได้ตามสะดวก ไม่มีกฎตายตัว ซึ่งคุณฤทธิรงค์เพิ่มโปรตีนให้กับสุนัขด้วยการเพิ่มไข่ต้มคลุกกับอาหารเม็ดให้สุนัขกิน

ละโว้บางแก้วให้อาหารสุนัขวันละมื้อ และมีข้อแนะนำว่า ในสุนัขเด็กอายุน้อยกว่า 8 เดือน เพิ่มแคลเซียมและโยเกิร์ตธรรมชาติในมื้ออาหาร และเพิ่มนมจืดในช่วงเย็น ทั้งยังควรดูแลเป็นพิเศษสำหรับสุนัขที่อายุมาก ลูกสุนัข และสุนัขตั้งท้อง ควรให้แคลเซียมวันละ 1 เม็ด

คุณฤทธิรงค์ ยกตัวอย่าง 1 ในสุนัขตัวโปรด ซึ่งทำหน้าที่พ่อพันธุ์ให้กับฟาร์มละโว้บางแก้วในขณะนี้ โดยบอกว่า “ฮอลลี่” เป็นสุนัขที่ได้เจ้าของตำแหน่งไทยแลนด์แชมป์ และอีกหลายรางวัลของการประกวด ซึ่งรางวัลที่ภูมิใจมากที่สุด เป็นรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7 ณ สวนสามพราน ประจำปี 2550 ซึ่งก่อนหน้าเจ้าฮอลลี่เป็นสุนัขที่มีเจ้าของ แต่ความใส่ใจในเจ้าของเดิมมีน้อย ฮอลลี่จึงถูกบอกขาย แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะสภาพของฮอลลี่ขณะนั้น ป่วยเป็นโรคเรื้อน แม้อดีตที่สุนัขตัวนี้เคยผ่านเวทีประกวด และคว้าตำแหน่ง Best puppy ด้วยวัยเพียง 8 เดือน มาครองในหลายเวทีก็ถูกมองข้ามไป แต่ในที่สุดคุณฤทธิรงค์ก็ตัดสินใจซื้อฮอลลี่มาด้วยราคา 30,000 บาท

ปัจจุบัน ราคาซื้อขายฮอลลี่ในฐานะพ่อพันธุ์สูงหลักแสน แต่คุณฤทธิรงค์ขอเลือกเก็บเจ้าฮอลลี่ไว้

สาวสวยของ “ละโว้บางแก้ว” อีกตัว ที่เป็นเจ้าของถ้วยรางวัลจากการประกวดมากมาย ทั้งยังจบไทยแลนด์แชมป์ด้วยวัยเพียง 9 เดือน คือ ชีลี่ ถึงขณะนี้ราคาซื้อขายชีลี่ที่วงการประกวดรู้กัน คือ 500,000 บาท

คุณฤทธิรงค์ ใช้เวลาส่วนใหญ่ดูแล ฝึก และขยายพันธุ์สุนัข ซึ่งนอกเหนือจากการรับผสมโดยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แล้ว ยังจำหน่ายลูกสุนัขให้กับผู้ที่ชื่นชอบและนิยมในสุนัขสายพันธุ์บางแก้ว

เมื่อถามถึงราคาซื้อขายต่อตัว คุณฤทธิรงค์ บอกว่า สุนัขพันธุ์บางแก้วเกรดประกวด ราคาขายเริ่มต้นที่ 35,000 บาท อายุลูกสุนัขที่จำหน่ายได้ต้องอายุ 45-75 วัน และที่ผ่านมาลูกสุนัขของละโว้บางแก้ว เคยจำหน่ายได้ราคาสูงสุดถึงตัวละ 80,000 บาท

ความภูมิใจของ “ละโว้บางแก้ว” ที่พยายามเพาะเลี้ยงและรักษามาตรฐานสายพันธุ์บางแก้วมานานกว่า 10 ปี ทำให้ปัจจุบันละโว้บางแก้วเป็นที่รู้จักของกลุ่มผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้ว และผู้สนใจเลี้ยงจำนวนมาก หากใครยังไม่เคยสัมผัสความน่ารักของสุนัขสายพันธุ์บางแก้ว สามารถชมและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณฤทธิรงค์ ม่วงแสง โทรศัพท์ 084-715-1919 และ 081-832-1163 หรือติดต่อขอเข้าชมได้ที่ “ละโว้บางแก้ว” เลขที่ 128 หมู่ 8 ตำบลท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี หรือ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเว็บไซต์ www.lawoebangkaew.com

บทความก่อนหน้านี้สวนเกษตรผสมผสาน “รวยแบบพอเพียง” ของ “ประสิทธิ์ ทองใส” ปราชญ์เกษตรเมืองยะลา
บทความถัดไป“พนม อศรีโศก” กับเคล็ดลับ การผลิตน้ำดอกไม้เพื่อการส่งออก