“เพาะกล้าไม้ป่าขาย” อาชีพสร้างรายได้ดี ที่หลายคนคาดไม่ถึง ณ เมืองมุกดาหาร

“อาชีพเพาะไม้ป่าขาย ถือเป็นอาชีพที่เกินความคาดหมายของคนอายุ 46 อย่างพี่ที่โตมาในยุคอุตสาหกรรม แล้วก้าวมาสู่ยุคดิจิตอล เราอยู่ระหว่างคาบเกี่ยว ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องเอาต้นไม้มายัดลงกล่อง คิดไม่ถึงจริงๆ ว่า ทุกวันนี้อะไรก็เป็นไปได้ แค่การขายกล้าพันธุ์ไม้ก็สามารถสร้างรายได้ให้เป็นหลักหลายแสนบาทต่อเดือน” นี่คือ คำพูดของเกษตรกรสาวมุกดาหารที่อึ้งกับโลกที่อยู่ในยุคออนไลน์ ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตามมาดูกันว่า เธอคนนี้มีเทคนิคพิเศษอะไร ในการทำธุรกิจเล็กๆ ให้เติบโตสร้างยอดขายเดือนละแสนในเวลาเพียง 2 ปี

คุณพิชามาญชุ์ ปล้องพันธ์ หรือ พี่อ้วน อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 17 ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เกษตรกรสาวเจ้าของเพลินจิตรฟาร์ม ผู้หลงใหลธรรมชาติ ชอบอยู่กับต้นไม้จนกลายเป็นอาชีพสร้างตัว เลี้ยงครอบครัวให้อยู่สุขสบายมาจนถึงทุกวันนี้

คุณพิชามาญชุ์ ปล้องพันธ์ หรือ พี่อ้วน

โดยก่อนที่จะมาเพาะไม้ป่าขาย พี่อ้วน เล่าว่า เดิมทีตัวเองมีอาชีพเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก สามีทำงานเพียงคนเดียว แต่อยู่มาวันหนึ่งตัวเองเกิดป่วยหนัก ซึ่งในตอนป่วยก็คิดตลอดว่าความสุขของตัวเองคืออะไร ถ้าหากว่าต้องตายวันนี้หรือพรุ่งนี้อยากทำอะไร ไปที่ไหน สรุปแล้วก็คิดถึงแต่ป่าที่บ้าน ที่พ่อแม่ปลูกไว้ที่มุกดาหาร จึงคิดอยากจะกลับมาบ้าน มาอยู่กับธรรมชาติ เมื่อกลับมาอยู่บ้านป่าที่พ่อแม่ปลูกไว้สร้างไว้ก็ยังคงอยู่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม ก็เกิดกำลังใจมากขึ้น และสุขภาพที่เป็นหนักๆ ก็ค่อยๆ ฟื้นฟู จนหายดี หลังจากหายป่วย จึงเริ่มคิดที่จะเริ่มต้นชีวิตกับสิ่งที่มี จะทำอะไรที่พอจะสร้างรายได้ จึงคิดขึ้นได้ว่า ที่บ้านเป็นสวนป่า จะมีไม้ป่าหลากหลายขึ้นเต็มไปหมด จึงเริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ามาเริ่มเพาะขาย เล็กๆ น้อยๆ แต่พอขายไปขายมาตอนนี้รู้สึกว่าธุรกิจกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีเวลาได้พัก ยุ่งทั้ง 365 วัน

 

เพาะไม้ป่า 4 ชนิด เป็นตัวหลักสร้างรายได้

พี่อ้วน บอกว่า พื้นที่ทำเกษตรของพี่อ้วนมีทั้งหมด 20 ไร่ ได้มีการจัดโซนแบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ปลูกไม้ผลไว้กินเอง ทำคอกเลี้ยงสัตว์ โรงเรือนเลี้ยงไส้เดือน และโรงปุ๋ยหมัก จำนวน 3 ไร่ พื้นที่ทำนา 9 ไร่ ทำบ่อน้ำ 1 งาน ปลูกป่า 3 ไร่ อีก 3 ไร่ แบ่งปลูกพืชตามใจฉัน ปลูกไผ่บงหวานไว้ 100 กอ ปลูกพืชหมุนเวียนตามใจตัวเองบ้าง และสุดท้ายแบ่งพื้นที่ทำโรงเรือนเพาะกล้าไม้ป่าอีก 1 ไร่ โดยมีไม้หลักสร้างรายได้ดีมาตลอดอยู่ 4 ชนิด

  1. มะค่าโมง
  2. ยางนา
  3. พะยูงไทย
  4. พะยูงไหหลำ
พะยูงไทย

ซึ่งสาเหตุที่เลือกที่จะเพาะกล้าไม้ขาย นอกจากเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวแล้ว ก็พยายามเลือกให้เหมาะกับสิ่งที่ตัวเองชอบด้วยคืออันดับแรกเลย ไม่ชอบทำตามกระแส ไม่ตามตลาด และไม่ชอบปลูกพืชที่บีบบังคับ ความหมายคือ ถ้าปลูกไม้ผล เวลามีผลสุกก็ต้องตัดขาย ไม่ตัดก็เน่าทิ้งคาต้น เหมือนเป็นการโดนลดมูลค่าของสินค้าลง เมื่อถึงเวลาขายก็ต้องขายโดนพ่อค้ากดราคาบ้าง หรือถ้าคราวไหนสินค้าเกิดล้นตลาด ต้องเอาไปแปรรูปเอง ก็ต้องบอกว่าโดยนิสัยส่วนตัวไม่ถนัดด้านการแปรรูป จึงมองว่าการเพาะต้นไม้ขายเป็นอะไรที่เหมาะกับนิสัยส่วนตัวมากที่สุด และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ไม้ป่าทำง่ายกว่า คือ

  1. เมล็ดพันธุ์ไม่ต้องไปซื้อที่ไหน เก็บเอาที่สวน
  2. เพาะใส่ถุงไปแล้ว คนจะซื้อหรือไม่ซื้อก็สามารถนำมาเปลี่ยนถุงได้ เพราะต้นไม้โตขึ้นราคาก็สูงขึ้น
  3. ใช้พื้นที่น้อย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มาก มีเพียง 1-2 ไร่ ถือว่ากำลังพอดี และยังถือเป็นผลพลอยได้ เนื่องจากที่สวนอยู่ใกล้โรงงานผลิตยาง ต้นไม้เหล่านี้สามารถช่วยกรองกลิ่น กรองเสียงได้ ได้สมุนไพร ได้หลายๆ อย่างจากป่า จะเห็นได้ว่าเมื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติโดยไม่เบียดเบียนกัน ธรรมชาติมักจะตอบแทนสิ่งดีๆ กลับมาเสมอ

 

ยกตัวอย่าง เทคนิคเพาะกล้าเมล็ดมะค่าโมง ไม้ป่าที่ชอบมากที่สุด

อันดับแรก ต้องบอกก่อนว่า ทำไมถึงชอบมะค่าโมงมากที่สุด เพราะมะค่าโมงมีลายไม้ที่สวย สามารถนำมาเพาะได้ตลอด เมล็ดค่อนข้างแข็งแรง จะอยู่ค้าง 1-2 ปี นำมาต่อยก้นทำแผลแล้วไปแช่น้ำ ก็สามารถงอกได้ตลอด ต่างกับไม้บางชนิดที่จะมีฤดูกาล เช่น ยางนา เมื่อร่วงหล่นมาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ก็จะแห้งแล้ว

ขั้นตอนการเพาะ

  1. พื้นที่เหมาะสมคือ พื้นที่ไหนก็ได้ที่มีน้ำ หรือถ้าในพื้นที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ก็ขอให้มีน้ำ อย่างอื่นสามารถกางซาแรนได้
  2. เก็บเมล็ดมะค่าโมงมาตัดจุกสีเหลืองออก
  3. จากนั้นทำให้เมล็ดเป็นแผล แล้วนำไปแช่ในน้ำที่มีอุณหภูมิ 50-60 องศา แช่ทิ้งไว้ 2 วัน 2 คืน
  4. หลังจากนั้น นำมาลงปลูกในถุงดำได้เลย ใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ต้นจะเงยหน้าออกมาเรื่อยๆ คล้ายถั่วงอก แล้วก็ขึ้นต้น จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ต้นก็สวยแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำมาขายได้ เพราะต้นจะยังอ่อนเกินไป ถ้าจะขายต้องมีอายุ 2 เดือนขึ้นไป ขั้นตอนมีเพียงเท่านี้ ถือว่าไม่มีอะไรซับซ้อน แต่อาจจะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญเข้ามาช่วยด้วย เพราะขั้นตอนการตัดจุกออกค่อนข้างยากและต้องใช้เวลา
พะยูงไหหลำอายุ 4 วัน

คนที่อยากทำ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

“ต้นไม้ไม่ใช่แค่ว่าปลูกแล้วรดน้ำแล้วเขาจะโต ไม่ใช่นะ ความขยันต้องมาอันดับแรกเลย ข้อนี้สำคัญมาก เพราะถ้ารู้แล้ว เห็นแล้ว แต่ไม่ลงมือทำก็ไม่มีความหมาย ข้อถัดมาคือ ต้องเป็นนักทดลอง ต้นไม้ทุกต้นจะมีบุคลิกของตัวเอง มีความเป็นส่วนตัวของตัวเอง หมายความว่า เช่น จะเพาะมะค่าโมงสัก 1 ต้น ต้องรู้ก่อนว่ามะค่าโมงชอบดินแบบไหน ชอบน้ำมากหรือน้อย ถ้าจะทำอย่างเดียวไม่สงสัย ไม่ทดลอง อยากได้แต่เงินอย่างเดียวมันไม่ได้” พี่อ้วน กล่าว

 

การสร้างรายได้จากไม้ป่า ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกล

เจ้าของบอกว่า การทำตลาดสร้างรายได้ในยุคที่การสื่อสารก้าวล้ำและรวดเร็วทันใจ ทำให้การค้าขายเกิดสภาพคล่องตัวและทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อยู่ตลอด เพราะที่ผ่านมาก่อนที่จะเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ตนก็ผ่านขั้นตอนลองผิดลองถูกมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี และอีก 2 ปี คือช่วงที่เริ่มประสบความสำเร็จกับการเพาะไม้ป่าขาย เริ่มมีรายได้หลักแสนต่อเดือนมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปีแล้ว ด้วยการไม่หยุดคิดและปรับตัวให้เข้ากับความทันสมัยที่เข้ามา คือการทำตลาดออนไลน์ส่งกล้าไม้ และรับซัพพอร์ตกล้าพันธุ์ไม้ให้กับเพจที่สนใจอยากรับต้นไม้จากที่สวนไปขายก็ได้ โดยแต่ละเพจจะมีหน้าที่โพสต์ขายที่เพจของตัวเอง เรามีหน้าที่คอยส่งต้นไม้ให้กับเขา เลยกลายเป็นว่าช่วงหลังมาเราไม่ต้องขายเอง มีเพียงหน้าที่เพาะต้นไม้อย่างเดียว ถือเป็นการตลาดที่ยุคใหม่มาก ทุกอย่างเมื่อลงมือทำไปเราจะมองเห็นถนนว่าแยกนี้สามารถไปทางไหนได้บ้าง ความหมายในการทำตลาดออนไลน์ก็เหมือนกัน ซึ่งออเดอร์ในแต่ละวันก็เยอะมาก หรือบางเดือนยอดสั่งมาหลายหมื่นต้นที่สวนเพาะไม่ทัน ก็จะใช้วิธีกระจายรายได้ให้กับเพื่อนด้วยการสร้างเครือข่ายเกษตรกรที่อยากเข้ามาร่วมทำงานกับเราและแบ่งกันเพาะ เช่น บ้าน นาย ก. เพาะต้นมะค่าโมง บ้าน นาย ข. เพาะพะยูงไทย แล้วก็นำมาสลับกัน ใครมีออเดอร์พะยูงไทยเยอะก็ไปเอาที่บ้าน นาย ก. หรือ บ้าน นาย ก. อยากได้พะยูงไทยก็มาเอาที่บ้าน นาย ข. การตกลงผลประโยชน์อยู่ที่ความสะดวกของแต่ละคนว่าจะแลกต้นไม้กันหรือจะจ่ายเป็นเงินสดก็ได้

ป่าหลังบ้าน

ยอดขายต่อเดือน

ต้องบอกว่า ถือว่าเป็นความโชคดีด้วย ที่ตอนนี้มีการปลดล็อกไม้ป่า ทำให้กลายเป็นกระแสมากๆ ในตอนนี้ มีลูกค้ามาจากทั่วประเทศ บางคนก็จะซื้อไปปลูกป่าอยู่กับธรรมชาติ บางคนก็มุ่งมั่นอยากจะปลูกไว้ตัดไม้ขาย ส่งผลให้ยอดขายเฉลี่ยแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 5,000 ต้น ต่อเดือน สร้างรายได้หลักแสน เมื่อหักต้นทุนค่าแรงงาน ค่าส่งของ เหลือกำไรกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นอะไรที่เกินคุ้ม เพราะเริ่มทำจากสิ่งที่ชอบจนกลายเป็นรายได้

ราคา ถ้าเป็นไม้ป่าราคายืนพื้นอยู่ที่ 10-20 บาท ราคาไม่แพง แต่ถ้าเป็นขายส่ง สั่งมาหลัก 100-1,000 ต้น ราคาจะถูกลงมากว่านี้อีก ที่เพลินจิตรฟาร์มยังมีพันธุ์ไม้ป่าอีกมากมายที่นอกเหนือจาก 4 ชนิด ที่กล่าวไว้ข้างต้น หากสนใจลองติดต่อสอบถามมาที่ฟาร์มได้เลย

แพ็กของส่งทุกวัน

ฝากถึงเกษตรกร

“ถ้ามือเก่าพี่อ้วนไม่ห่วง แต่ถ้าเป็นมือใหม่อยากบอกว่า อย่าตามกระแส อย่าโลภ ถามใจตัวเองก่อนจะทำอะไร จะทำเกษตรเหนื่อยนะบอกไว้เลย คุยกับตัวเองให้รู้เรื่อง ถ้ารู้เรื่องแล้วที่เหลือไม่ใช่อุปสรรค ปลูกเท่าที่ไหวก่อน ทำที่อยากกินอยากใช้แล้วปลูก แล้วค่อยต่อยอดไป ที่เหลือเดี๋ยวมันมาเอง ให้มีความสุขกับสิ่งที่ทำก่อน” พี่อ้วน กล่าวทิ้งท้าย

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจอยากเข้าไปเยี่ยมชมสวนป่าของพี่อ้วน เจ้าของเน้นย้ำมาว่า ต้องโทร.บอกก่อนล่วงหน้า ที่เบอร์โทร. 091-871-6942

สมุนไพรกำแพงเจ็ดชั้น

บทความก่อนหน้านี้ครบรอบ 53 ปี เครือเบทาโกร ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อชีวิตที่ยั่งยืน
บทความถัดไปกรมส่งเสริมการเกษตร ปรับ Function ใหม่ให้ทันสมัยบนแอปพลิเคชั่น Farmbook พร้อมเชิญชวนขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน