รง.วัคซีนหวัดใหญ่พร้อมใช้ ปี’63 อภ.เผยกำลังผลิตปีละ 2 ล้านโดส

ผอ.องค์การเภสัชกรรมเปิดเผยความคืบหน้า “โรงงานวัคซีนหวัดใหญ่/หวัดนก” ยันสำเร็จพร้อมใช้ปี 2563 ผลิตได้ทั้ง “เชื้อเป็น” และ “เชื้อตาย” ศักยภาพ 2-10 ล้านโดส ต่อปี

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นพ. นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม แถลงความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) จังหวัดสระบุรี ว่า หลังการระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกในปี 2550 ประกอบด้วย งานหลัก 2 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัคซีน และด้านการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีน โดยให้ดำเนินการคู่ขนานและสอดคล้องกันไป ได้รับอนุมัติงบประมาณ 1,411.7 ล้านบาท ในการก่อสร้างโรงงานในระดับอุตสาหกรรมมาตรฐาน WHO GMP ที่ ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี จนถึงขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างโรงงาน และการติดตั้งระบบสนับสนุนต่างๆ แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานเครื่องจักร และเครื่องมือสำคัญ

“สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานต่อไปนี้ จะเป็นขั้นตอนของการสอบระบบต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบห้องผลิตและระบบสนับสนุนการผลิต ระบบเครื่องจักรผลิตและขบวนการผลิตให้ทำงานสอดประสานกันเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพตามข้อกำหนดมาตรฐาน” นพ. นพพร กล่าว

สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนอยู่ในระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่คณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร จังหวัดนครปฐม โดย อภ.ได้พัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อเป็นสำเร็จ ชนิด คือ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 และวัคซีนป้องกันไข้หวัดนก เป็นเชื้อเป็นชนิดอ่อนฤทธิ์ ใช้พ่นทางจมูก ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย อยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ระยะที่ 3 ถือว่ามีความคืบหน้าพอสมควร โดยทั้งส่วนของการก่อสร้าง การพัฒนาวัคซีน การขึ้นทะเบียนวัคซีนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และการพัฒนาบุคลากรประจำโรงงานวัคซีนคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2562 คาดว่าปี 2563 จะสามารถผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ต้นน้ำออกมาให้บริการได้

“เมื่อผลิตวัคซีนสำเร็จและได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย.แล้ว โรงงานแห่งนี้จะมีศักยภาพในการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเริ่มต้นปีละ 2 ล้านโดส และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึงปีละ 10 ล้านโดส สามารถผลิตได้ทั้งแบบเชื้อตาย และเชื้อเป็นกรณีเกิดการระบาดใหญ่ได้ปริมาณเพียงพอต่อการใช้ของประชากรในประเทศ ถือเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศและภูมิภาคอาเซียน” นพ.นพพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโรงงานดังกล่าวเริ่มดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างตั้งแต่ปี 2553 โดยเดิมกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 513 วัน หรือปี 2555 แต่เกิดปัญหาการบริหารสัญญา การเปลี่ยนแบบ น้ำท่วม ทำให้ต้องยืดเวลาออกไป และหยุดชะงักไป 2 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2555 โดย ครม.อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมให้ดำเนินการใหม่อีกครั้งในปี 2558 รวมงบทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งไว้ 1,411.7 ล้านบาท

ขอบคุณข้อมูลจากมติชนรายวัน