ด้ายมงคล เส้นไหม และสายสิญจน์

ชีวิตเราชาวบ้านมีความเชื่อเรื่องเร้นลับหลายอย่าง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดพฤติกรรมของเราชาวไทยขึ้นมารองรับความเชื่อ นานไปก็กลายเป็นประเพณี อย่างประเพณีผูกข้อมือด้วยด้ายมงคล

ประเพณีผูกข้อมือ ไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นมาแต่ปางใด
แต่ที่แน่ๆ ต้องนานมาแล้ว และน่าจะเกิน 800 ปี ด้วยซ้ำไป เนื่องจากประเพณีนี้ นอกจากเราชาวไทยในประเทศไทยทำกันแล้ว “คนไท” ในประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นไทคำตี่ และไทพาเกในแคว้นอัสสัมก็มีประเพณีผูกข้อมือเหมือนกัน คนไทกลุ่มนี้ นักวิชาการสันนิษฐานว่า น่าจะแยกกับกลุ่มไทยอื่นๆ มาก่อนสมัยเกิดกรุงสุโขทัย หรือราวๆ 800 ปีมาแล้ว

การผูกข้อมือของคนไทยพาเกมีหลายโอกาส อาทิ เมื่อลูกหลานจะออกจากบ้านไปทำงานแดนไกลก็จะผูกข้อมือให้เป็นมิ่งขวัญ ในทางกลับกันเมื่อลูกหลานกลับมาจากทำงานแดนไกลก็ผูกข้อมือให้เหมือนกัน เป็นการรับขวัญลูกหลาน

นอกจากผูกข้อมือเพื่อรับขวัญแล้ว ยังผูกข้อมือเนื่องในโอกาสมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส หรือแต่งงาน

คนไทพาเกเรียกประเพณีผูกข้อมือว่า “ผูกไหม”
คำว่า ผูกไหม ทำให้เราเห็นร่องรอยประวัติศาสตร์บางประการ เป็นต้นว่า การใช้ไหมแสดงว่าก่อนที่เราชาวบ้านจะใช้สายสิญจน์มาผูกข้อมือเหมือนปัจจุบัน เราคนไทเผ่าต่างๆ น่าจะใช้ไหมมาผูกข้อมือกันมาก่อน ไหมเป็นสินค้าสำคัญของชาวไทยและชาวจีน

ตามประวัติศาสตร์การเกิดไหม เกิดในแผ่นดินจีนก่อน คนไทยที่อยู่ตอนใต้ของอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลของจีนรับเอาวิธีการเลี้ยงไหมและทำผ้าไหมสวมใส่กัน จนคนไทยได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสามารถในการเลี้ยงไหม และทำผ้าไหมได้ดีชนชาติหนึ่ง

ในจดหมายเหตุของจิวต้ากวน ที่มาเยือนอาณาจักรพระนครเมืองขอมโบราณ สมัยนั้นอาณาจักรพระนครยังเจริญรุ่งเรือง มีชาวขอมโบราณอาศัยอยู่ในเมืองและนอกเมืองมากมาย อาณาจักรพระนครเราชาวบ้านมักเรียกกันในปัจจุบันว่า “นครวัด นครธม” สมัยจิวต้ากวนมานั้น ท่านบอกว่า มีชาว “สยาม” เย็บผ้าและปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในอาณาจักรนั้นด้วย

แต่ในปัจจุบัน ผ้าไหมไทยที่โด่งดังระดับโลก อาทิ ไหมแพรวา ทำขายกันอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และกระจายไปทั่วโลก ทราบกันดีว่าไหมชนิดนี้เกือบจะสูญไปแล้ว ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ในรัชกาลที่ 9) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อฟื้นทอขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยลวดลายที่สวยงาม คุณภาพไหมที่ดี ทำให้ไหมแพรวาราคาแพงมาก บางผืนราคานับแสนบาท

ไหมมิเพียงเป็นสินค้าราคาแพง หากยังเป็นผ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ชาวไทยนำเอาเส้นไหมมาผูกข้อมือให้ลูกหลาน และนำมาใช้ในงานต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล

คำว่า “ผูกไหม” ในภาษาไทพาเก แสดงให้เห็นว่าเราใช้ไหมผูกข้อมือกันมาก่อนด้ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้ายสายสิญจน์ และด้ายใดๆ แม้ปัจจุบันชาวไทพาเกจะใช้สายสิญจน์ผูกข้อมือแทนเส้นไหม แต่ก็ยังเรียกว่า “ผูกไหม” อยู่นั่นเอง

เราชาวบ้านในปัจจุบัน เมื่อต้องการด้ายมงคล เรามักนำสายสิญจน์มาตัดเป็นท่อนๆ เพื่อไว้สำหรับผูกข้อมือ และบางครั้งคราว เราชาวบ้านก็ใช้ไหมนำมาผูกข้อมือด้วยเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ไหม 5 สี ของหลวงพ่อต่างๆ ที่นำเส้นไหมไปถักเป็นเชือก แล้วปลุกเสกแจกจ่ายให้ศิษยานุศิษย์

ด้ายมงคลบางหลวงพ่อไม่ใช่แค่ด้ายเปล่าๆ แต่มีตะกรุด บ้างก็มีหินมงคลผูกห่อไว้คล้ายหัวแหวนอีกด้วย คล้ายๆ กับว่านอกจากมีด้ายมงคลเป็นสิริมงคลต่อชีวิตแล้ว ยังมีหินเป็นเครื่องรางของขลังเพิ่มเข้ามาอีกด้วย

สรุปว่า ด้ายมงคลของไทยเรา นอกจากที่เป็นสายสิญจน์แล้ว ยังเป็นเส้นไหมด้วย ส่วนใครจะใช้ชนิดไหนขึ้นอยู่กับความพอใจและความสะดวก

บทความก่อนหน้านี้ส.ป.ก. สร้างเกษตรกรต้นแบบ ขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ สร้างเครือข่าย 5,400 ราย สืบสานงานของพ่อ สานต่อศาสตร์พระราชา
บทความถัดไปปลูกต้นประชาธิปไตย : ชีวิตเหยิมเหยิม