‘กข 43’ พันธุ์ข้าวขาวดัชนีนํ้าตาลตํ่า อายุสั้น ทนโรค ทางเลือกใหม่ของชาวนา-ผู้บริโภค

กข 43

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ข้าว กข 43 เป็นข้าวพันธุ์ใหม่ที่น่าสนใจ เพราะมีอายุสั้นเพียง 95 วัน ทนทานต่อโรคใบไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นข้าวเจ้าที่ผสมระหว่างข้าวสุพรรณบุรี กับสุพรรณบุรี 1 มีการรับรองพันธุ์ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2552 มีการปลูกกันมากที่จังหวัดสุพรรณบุรี คุณสมบัติพิเศษคือ ปริมาณน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) เพื่อศึกษาพืชทางเลือกในพื้นที่จังหวัดลำพูน พบว่า นายสุพจน์ ป้อมชัย ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลำพูน ได้นำพาเกษตรกรในชุมชนบ้านหนองสะลีก ต.ปากบ่อง อ.ป่าซาง จำนวน 7 ราย ปลูกข้าว กข 43 ในพื้นที่ 120 ไร่ โดยเริ่มช่วงฤดูฝนในปี 2561 ปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าว กข 43 แทนการปลูกข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง 1 ซึ่งปลูกมาหลายปี

ปรากฏว่า ข้าว กข 43 ได้รับผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ย 820 กก./ไร่ (คิดเป็น 459 กก.ข้าวสาร) ซึ่งผลผลิตสูงสุดสามารถผลิตข้าวเปลือกได้ถึง 1,060 กก. รวมผลผลิตทั้งหมด 98 ตันข้าวเปลือก ในพื้นที่ 120 ไร่ นำมาสีเป็นข้าวสารได้ 55 ตัน จำหน่ายได้ในราคา 60 บาท/กก. ภายใต้แบรนด์ “ข้าวทุ่งเสือยิ้ม” มีการขายให้กับ บริษัท ยิบอินซอย จำนวน 15 ตัน นอกจากนั้นขายทางออนไลน์ และแจกจ่ายเพื่อการประชาสัมพันธ์ ซึ่งผลการตอบรับดีมาก เป็นที่ต้องการของตลาด โดยจำหน่ายหมดไปเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งคุณประโยชน์ของข้าว กข 43 เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากเป็นข้าวที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำเพียง 57% ในขณะที่ข้าวหอมมะลิมีน้ำตาล 68% และข้าวเหนียวมีน้ำตาลถึง 98% จึงสามารถลดปริมาณน้ำตาลลงได้จริง

นอกจากนี้ เกษตรกรยังพึงพอใจผลตอบแทนที่ได้รับ โดยต้นทุนการผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 6,045 บาท/ไร่ ต้นทุนในการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ 3,443 บาท/ไร่ รวมต้นทุน 9,488 บาท/ไร่ เกษตรกรมีรายได้ 27,540 บาท/ไร่ (459 กก. x 60 บาท = 27,540 บาท/ไร่) ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 18,052 บาท/ไร่ ดีกว่าผลตอบแทนที่ได้จากการข้าวเหนียวสันป่าตอง 1 ค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม การจะปลูกข้าว กข 43 ให้ยั่งยืน นอกจากการจัดการในไร่นา เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง การมีมาตรฐานความปลอดภัย และการผลิตภายใต้การเกษตรที่ดีที่เหมาะสม (GAP) แล้ว ยังต้องจัดการเรื่องการตลาดให้มีประสิทธิภาพ โดยการเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน กลุ่มผู้ลดน้ำหนัก และกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจ ถึงคุณค่าของข้าว กข 43 แก่กลุ่มลูกค้าระดับต่างๆ เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะละเลยไม่ได้ สำหรับเกษตรกรที่สนใจการปลูกข้าว กข 43 สามารถขอคำแนะนำจาก นายสุพจน์ ป้อมชัย โทรศัพท์ 084-949-8183 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน

บทความก่อนหน้านี้มารู้จักกับ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ นั้นสำคัญไฉน
บทความถัดไปกินให้เป็นยา สรรพคุณ “กล้วย” ที่คนไม่ค่อยรู้! ดีต่อตับ ความจำ ช่วยเบาหวาน