อ.เดชา เข้าพบ ป.ป.ส. วันนี้ ยัน แจก “น้ำมันกัญชา” ผู้ป่วย เป็น “ศีลธรรมที่ต้องทำ” เหนือ กม. ล้าหลัง

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)  และเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ได้เข้าไปตรวจมูลนิธิข้าวขวัญ พร้อมจับกุม นายพรชัย ชูเลิศ หรือ “อาจารย์ซ้ง” เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ กรณีปลูกกัญชา ขณะที่ นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิฯ นั้นกำลังอยู่ระหว่างเดินทางไปบรรยายเรื่องการปลูกข้าวที่ สปป.ลาว ระบุว่า ปลูกกัญชาไว้ สกัดน้ำมันเพื่อรักษาโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ โดยได้แจกจ่ายให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่จังหวัดพิจิตร จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดลพบุรี

ความคืบหน้าล่าสุดคือ วานนี้ (10 เม.ษ.) ภรรยานายพรชัย ผู้ต้องหา ยื่นคำร้องขอประกันตัวเพื่อให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากศาลตรวจสอบเอกสารต่างๆ เสร็จเรียบร้อย ได้อนุมัติปล่อยตัวชั่วคราวโดยกำหนดวงเงินประกัน 500,000 บาท

ขณะที่ นายเดชา ก็ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงบ่ายวานนี้ และเตรียมตัวเข้าพบ ป.ป.ส. ในวันนี้ (11 เม.ย.) เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมยืนยันว่าตนเองได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ยื่นเรื่องขอนิรโทษกรรมการมีกัญชา เพื่อครอบครองทางการแพทย์แล้ว แต่ถูกจับกุมก่อน

ด้านเพจเฟซบุ๊กของมูลนิธิชีววิถี เผยแพร่คำแถลงของ อ.เดชา ศิริภัทร กรณีเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมการมีกัญชาทางการแพทย์ในครอบครองเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีเนื้อหาคำแถลงดังต่อไปนี้

“คำแถลงอย่างเป็นทางการของอาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ หลังกลับจากการเดินทางไปต่างประเทศ กรณีการจับกุมการมีกัญชาทางการแพทย์ในครอบครอง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ป.ป.ส.

ท่าอากาศยานดอนเมือง
วันที่ 10 เมษายน 2562

1. ผมขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่มาต้อนรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยซึ่งแม้ป่วยไข้แต่ก็ยังเดินทางมาเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่า การเข้าถึงยาจากกัญชาเป็นเรื่องสำคัญเพียงใด

ผมเสียใจที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาก่อนหน้านี้ได้ ด้วยภารกิจที่องค์กรในประเทศลาวได้เชิญไปศึกษา เรียนรู้ แลกเปลี่ยนกับหมอสมุนไพรพื้นบ้านของลาว จึงไม่สามารถยื่นขอประกันตัว และเดินทางไปรับตัวคุณพรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญออกจากที่คุมขังด้วยตนเอง

2. ผมยืนยันว่าการแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน โรคข้อ ลมชัก และอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ เรื่องนี้อยู่เหนือกฎระเบียบล้าหลังใดๆ เพราะสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับยาและการรักษาเป็นสิทธิพื้นฐาน และศีลธรรมพื้นฐานของเรา

อย่างไรก็ตาม หลังจาก พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ฉบับปรับปรุงแก้ไข มีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2562 เป็นต้นมา และเปิดโอกาสให้ “หมอพื้นบ้าน” สามารถยื่นขอนิรโทษกรรมการมีกัญชาเพื่อครอบครองทางการแพทย์ได้นั้น ก่อนการเดินทางไปประเทศลาวผมได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ยื่นเรื่องขอนิรโทษกรรม แต่กลับมาถูกจับกุมเสียก่อนทั้งๆ ที่ยังอยู่ในระยะเวลา 90 วัน

ผมเพิ่งทราบด้วยว่า หลังจากที่ตัวแทนของผมได้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอนิรโทษกรรมเมื่อวานนี้ (10 เมษายน 2562) แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยอ้างว่าการยื่นขอนิรโทษกรรมต้องมีหลักฐานว่าได้ครอบครองกัญชา ซึ่งตำรวจได้ริบไปหมดแล้ว อีกทั้งอ้างว่าไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผมเป็นหมอพื้นบ้าน ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งๆ ที่มีหนังสือรับรองจากมูลนิธิสุขภาพไทยที่เป็นผู้ประสานงานเครือข่ายหมอพื้นบ้านทั่วประเทศ ได้แสดงหลักฐานยืนยันก็ตาม

3. ผมขอยืนยันว่านอกเหนือจากการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ และเป็นครูสอนการปรับปรุงพันธุ์ข้าวแล้ว ผมยังทำหน้าที่เป็นหมอพื้นบ้านในการแนะนำการใช้สมุนไพร การปลูกพืชที่มีคุณค่าทางอาหารและยา มานานกว่า 20 ปี ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในหนังสือ เทคโนโลยีชาวบ้าน หมอชาวบ้าน เป็นต้น เป็นประจักษ์พยาน

กล่าวเฉพาะในช่วงกว่า 10 ปีมานี้ ผมได้สนใจค้นคว้าทดลองยาจากกัญชามาโดยต่อเนื่อง ทั้งจากตำราต่างประเทศ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการทดลองใช้ด้วยตนเองและคนใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าสามารถรักษาโรคของผู้คนได้จึงเริ่มแจกจ่ายยาจากกัญชาเพื่อหวังให้ผู้ป่วยเหล่านั้นพ้นทุกข์จากความป่วยไข้

ผมยืนยันว่าหมอพื้นบ้านทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับอนุญาตให้มีการปรุงยาจากกัญชาเพื่อการรักษาผู้คน โดยในส่วนของผมเองนั้น ได้หารือในเบื้องต้นกับ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ในการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ซึ่งจะหาโอกาสแถลงข่าวร่วมกันอีกครั้งหนึ่งหลังจากนี้

4. ผมขอแจ้งให้ทราบว่า ในวันพรุ่งนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน 2562) ผมและทีมทนายความจะเดินทางไปแสดงตัวต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ถนนดินแดง ในเวลาประมาณ 10.00 น. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากนั้นจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อกำหนดนัดหมายวันเข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป

5. ในสุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อประชาชนเป็นจำนวนมากที่ได้บริจาคเงินผ่าน มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ที่ได้ร่วมรณรงค์ #SaveDecha #SaveSong #RightToMedicne เพื่อเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงยากัญชาของประชาชน ซึ่งทราบว่าล่าสุดเกิน 1 ล้านบาทแล้ว สำหรับการขอประกันตัว คุณพรชัย ชูเลิศ และสำหรับการต่อสู้คดีของทั้งผมและคุณพรชัยต่อไป

ขอขอบคุณ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล และผู้ที่ได้ประกาศสนับสนุนการต่อสู้คดี เช่น ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ประกาศใช้ตำแหน่งของตนเพื่อประกันตัวผม รวมทั้งอดีตรัฐมนตรีบางท่านที่ไม่ประสงค์จะออกนามเตรียมใช้หลักทรัพย์เพื่อใช้ในการประกันตัว เป็นต้น

ผมขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงอีกครั้งหนึ่ง

วันพุธที่ 10 เมษายน 2562
ท่าอากาศยานดอนเมือง”

บทความก่อนหน้านี้วว. คว้ารางวัล Gold Award ในการประกวดนิทรรศการมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562 จากผลงานวิจัยนวัตกรรมใช้ได้จริง “เกษตรสมัยใหม่ เพื่อประเทศไทยยั่งยืน”
บทความถัดไปพลิกโฉมการดูแลสุขภาพผ่านการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล