ปลูกมะเดื่อฝรั่ง 5 เดือน ก็ออกลูกแล้ว ที่สวนสุวรรณีปรางทอง กำแพงเพชร

มะเดื่อฝรั่ง หรือ ลูกฟิก (Fig) เป็นไม้ผลอีกอย่างหนึ่งที่สร้างรายได้ให้คนไทย เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่เหมาะเป็นของฝาก จัดกระเช้า ที่คนกินไม่ได้ซื้อ หมายความว่า ความมีคุณค่าของผลไม้ที่นำไปฝาก ผู้ให้ยิ้มด้วยความภูมิใจ ถึงจะมีมูลค่าไม่มาก แต่ก็ให้ผลทางด้านจิตใจแก่ผู้รับ

มะเดื่อฝรั่ง หรือ ลูกฟิก ทำไมถึงใช้คำว่า คนรับภูมิใจ เพราะว่า มะเดื่อฝรั่งมีคุณค่าทางอาหารสูง และเป็นผลไม้เปลือกบาง การขนส่งและการดูแลจึงยุ่งยาก เพราะผิวช้ำง่าย ต้องทะนุถนอมในการส่งให้ถึงมือผู้รับ

ผลมะเดื่อฝรั่งบราวน์ตุรกีญี่ปุ่น

มะเดื่อฝรั่ง หรือ ลูกฟิก ปลูกได้แล้วในเมืองไทย 

มะเดื่อฝรั่ง เป็นพันธุ์ไม้ผลที่น่าสนใจ และเข้ามาเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ที่เมืองไทยมาหลายปีแล้ว เมื่อก่อนคนไทยไม่เคยเห็นมะเดื่อฝรั่งสดที่มีรสหวานฉ่ำ ส่วนใหญ่ที่เราได้กินมะเดื่อฝรั่งหรือฟิกเป็นรูปของผลไม้อบแห้ง

แต่ปัจจุบันมีต้นพันธุ์ขายทั่วไป แต่ก็ต้องเลือกสายพันธุ์ซึ่งมีมากมายหลายพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาปลูก บางพันธุ์ก็ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร แต่ที่แนะนำ หนึ่งในสายพันธุ์ที่ปลูกได้ดีในเมืองไทยคือ พันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่น สายพันธุ์นี้ปลูกง่าย

 

วิธีการขยายพันธุ์

สำหรับ มะเดื่อฝรั่ง พันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่น กิ่งตอนเหมาะสมที่สุดสำหรับการขยายพันธุ์ของมะเดื่อฝรั่งพันธุ์นี้ แต่ขั้นตอนการขยายพันธุ์และการดูแลต้นพันธุ์ให้แข็งแรงก่อนนำไปปลูก เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ที่สวนอาจารย์วิเชียร บุญเกิด จังหวัดกำแพงเพชร หลังจากตัดกิ่งตอนออกมาแล้วต้องนำมาใส่ถุงปิดเพื่อกันโรคและแมลงรบกวน และเพื่อการปรับตัวของต้นพันธุ์ให้แข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่ก่อนที่จะนำไปปลูก ขั้นตอนนี้จำเป็นมาก ต้นพันธุ์ทุกต้นที่สวนรับรองความสมบูรณ์และแข็งแรงจากขั้นตอนการดูแลต้นพันธุ์ดังกล่าว

ได้พัฒนาพันธุ์ให้ปลูกได้ดีในทุกสถานที่ โดยเฉพาะในเมืองไทยพันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่นสามารถปรับตัวได้ดีกับอากาศร้อน ทั้งที่ต้นพันธุ์มาจากญี่ปุ่น ที่พัฒนาพันธุ์จากพันธุ์บราวน์ตุรกี ซึ่งสายพันธุ์นี้เป็นที่นิยมปลูกในญี่ปุ่นมาก

หนึ่งในผู้ที่ปลูกและขยายพันธุ์คือ อาจารย์วิเชียร ได้ปลูกพันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่นและพันธุ์อื่นอีกหลายพันธุ์ แต่อาจารย์วิเชียร กล่าวว่า เท่าที่ปลูกพันธุ์อื่นให้ผลผลิตน้อย ไม่เหมือนพันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่น ที่ปลูกง่ายและผลมีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์อื่น จึงเลือกปลูกเฉพาะพันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่น

ดูแลดี

ปลูก 5 เดือน ก็ให้ผลผลิตแล้ว จริงหรือ?

อาจารย์วิเชียร บุญเกิด แห่งสวนสุวรรณีปรางทอง กำแพงเพชร กล่าวว่า เป็นเรื่องจริง ที่ปลูกที่สวน 5 เดือน ก็ให้ผลแล้ว มะเดื่อฝรั่งสามารถเก็บผลไว้กับต้นได้เลยโดยไม่ต้องเด็ดผลทิ้งในการออกลูกครั้งแรกเหมือนผลไม้ชนิดอื่น เช่น จากตัวอย่างลูกค้า คุณอรกมล จากอำเภอลำลูกกา ซื้อมะเดื่อฝรั่งไป 5 เดือน ความสูงประมาณ 1 เมตร บำรุงโดยใช้ปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด รดน้ำสม่ำเสมอ ปลูกไม่ห่างจากร่มเงาไม้ฉำฉามากนัก ถูกแสงแดดจัดในช่วงเที่ยงถึงบ่าย 3 โมง ก็ให้ลูกและสุกไล่เลี่ยกัน

อีกท่านหนึ่ง คุณทัศนีย์ แปงจิตต์ จากมีนบุรี ซื้อต้นพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง ความสูง 50 เซนติเมตร แต่ต้นพันธุ์มีตุ่มยอดเล็กๆ อยู่แล้ว ก็ต่อยอดได้เลย โดยให้ลูกสองลูกตามภาพ ซื้อไป 2 ต้น ปลูกไว้หน้าบ้านทาวน์เฮ้าส์ ก็ให้ผลผลิตดี มีให้กินตลอดในช่วงฤดูกาล แสดงว่ามะเดื่อฝรั่งปลูกได้ทุกๆ ที่ ไม่ว่าจะปลูกในวงบ่อ ปลูกในกระถาง หรือลงดิน ก็เจริญเติบโตได้ดี

ปลูกประดับในกระถางได้

ทำไม ถึงต้องพันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่น

ข้อดี สีสวย ผลใหญ่ ลูกดก ให้ผลผลิตเร็ว เพียง 5 เดือน ก็ให้ลูกแล้ว ปลูกง่าย ดูแลง่าย

ข้อเสีย ต้องให้น้ำแต่พอดี ต้องระวังเรื่องน้ำและสถานที่ปลูก ระวังเรื่องโรคราสนิมในหน้าฝน ส่วนหน้าแล้งระวังเรื่องขอบใบไหม้ ถ้าขาดน้ำ

 

อาจารย์มีวิธีที่จะแนะนำให้ท่านผู้ที่สนใจปลูก และสร้างรายได้อย่างไร

ในภาวะข้าวยากหมากแพงและโรคระบาดอย่างนี้ การเกษตรเป็นอาชีพที่ยั่งยืนอาชีพหนึ่ง ที่อยากจะแนะนำ โดยเฉพาะปลูกมะเดื่อฝรั่ง หรือฟิก ในตลาดยังมีน้อยมาก ตามเอกสารทางวิชาการที่อ้างอิงจากนักวิจัย คุณค่าทางอาหารของมะเดื่อฝรั่งถือว่ามีวิตามินสูงมากและมีความหวานฉ่ำ

การสร้างรายได้จากมะเดื่อฝรั่ง จากการขายผลสดซึ่งมีน้อยมากในตลาด เนื่องจากเป็นผลไม้เปลือกบาง ทำให้ช้ำง่าย ต้องระวังเรื่องการขนส่งบ้าง และแปรรูปเป็นผลไม้อบแห้ง ในเมืองไทยยังไม่มีผลผลิต นอกจากนำเข้าจากต่างประเทศ และยังนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหาร ตามร้านอาหารในรูปแบบอาหารตะวันตก นอกจากนั้น ก็นำมาแปรรูปทำแยมหรือกวน ราคาผลสดในปัจจุบันที่ขายตามออนไลน์ หรือบางห้าง จะอยู่ที่ 200-300 บาท ต่อกิโลกรัม

“มะเดื่อฝรั่ง ยังให้ผลผลิตเร็ว 5 เดือนขึ้นไป ก็เริ่มให้ลูกแล้ว และพันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่น จากการปลูกที่สวนผม ซึ่งผมทดลองปลูกหลายพันธุ์ ก็มีพันธุ์นี้แหละที่ให้ผลผลิตสูงและให้ผลผลิตเร็วกว่าผลไม้ชนิดอื่น ผมจึงเลือกพันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่นมากกว่าพันธุ์อื่นๆ และตอนนี้พยายามเอาพันธุ์อื่นออกแทนที่ด้วยพันธุ์นี้ครับ” อาจารย์วิเชียรบอก และกล่าวอีกว่า

“ปัจจุบันนี้ มะเดื่อฝรั่ง ยังขาดตลาดอีกมาก เพราะที่สวนผมมีคนโทร.มาขอซื้อผลสดทุกวัน และแม่ค้าที่รับซื้อผลไม้ขายที่ตลาดไท ก็ติดต่อขอซื้อผลสด และเท่าที่อยู่ในวงการต้นไม้มา มะเดื่อกินผลสดหรือแปรรูปยังไม่มีในเมืองไทย มีแต่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ผมหมายถึง มะเดื่ออบแห้ง การที่คิดจะทำการเกษตรและมองหาไม้ผลที่ให้ผลผลิตเร็ว ก็ไม่ควรมองข้าม มะเดื่อฝรั่ง หรือเพาะพันธุ์เป็นต้นเล็กๆ ขายทั้งต้น นำไปปลูกเป็นไม้ประดับได้ เพราะมะเดื่อฝรั่งปลูกได้ทุกที่ จะปลูกในบ้านที่เป็นทาวน์เฮ้าส์หรือหน้าตึกแถว โดยใส่กระถางก็ปลูกได้เช่นกัน เป็นแนวทางการตลาดที่น่ามอง ในภาวะที่ถูกให้กักตัวเองอยู่ในบ้าน เช่น ถ้าตื่นเช้าขึ้นมาได้พบได้เจอต้นไม้หน้าบ้านที่ออกดอกออกผลให้ชมก็ช่วยให้หายเครียดได้บ้างครับ” 

ปลูกหน้าบ้านทาวน์เฮ้าส์

วิธีการปลูกมะเดื่อฝรั่ง
อากาศที่เหมาะสำหรับปลูกมะเดื่อฝรั่ง

ในพื้นที่เขตร้อนโดยทั่วไปมะเดื่อฝรั่งเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในประเทศไทยปลูกได้ทุกที่ มะเดื่อฝรั่งชอบทั้งอากาศร้อนชื้นและร้อนแห้งอย่างภาคเหนือ ภาคอีสาน ก็ปลูกได้ทั้งนั้น ในหน้าฝนก็จะระวังเรื่องผลจะแตก แก้ด้วยการห่อผล หรือปลูกภายในโรงเรือนโดยการให้น้ำที่เหมาะสมก็ได้เช่นกัน

ดิน…มะเดื่อฝรั่งสามารถปลูกในดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินเหนียวก็ปลูกได้ แต่อย่าขุดลึกลงไปมาก ให้มีความลึก ประมาณไม่เกิน 30 เซนติเมตร แต่แนะนำให้ปลูกในวงบ่อเพื่อกันน้ำขัง และใส่วัสดุปลูกเพิ่มที่โปร่ง เช่น ใบไม้ หรือ เปลือกถั่ว เพื่อการระบายน้ำ จะแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ปลูกที่เป็นดินเหนียว ส่วนดินปนทรายนั้นก็ผสมด้วยขุยมะพร้าว หรือเปลือกมะพร้าวสับหยาบ เพื่อการอุ้มน้ำและเก็บความชื้น การขุดดินเพื่อปลูกมะเดื่อฝรั่งในความลึกเพียงพอกับลักษณะดินของแต่ละพื้นที่ เพื่อการระบายน้ำและอาหาร ค่าความเป็นกรดและด่างของดิน หรือ ค่า pH ควรอยู่ระหว่าง 6.0 และ 6.5

การปลูก…เริ่มจากการเตรียมดินแล้ว ระยะห่างจากการปลูก ที่สวนอาจารย์วิเชียร ปลูกห่าง 2×2 เมตร ที่สวนเป็นดินร่วนปนทราย แต่ค่อนข้างเป็นดินร่วน อาจารย์วิเชียรแบ่งปลูกในวงบ่อ และขุดหลุมปลูกลงดินก็ได้ผลทั้งสองอย่าง บริเวณโคนต้นให้คลุมด้วยฟางก็ดี จะช่วยเก็บความชื้น ประหยัดทรัพยากรน้ำไปได้บ้าง

ติดผลดี

การตัดแต่งกิ่ง

การควบคุมเรื่องการแตกกิ่งก้านนั้น ควรจะปล่อยให้แตกกิ่งในหน้าฝน พอหน้าร้อนแล้งก็ตัดใบออกบ้าง ช่วงนี้ก็จะให้ลูกดกเต็มต้น ในหน้าร้อนแล้งช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน สีของผลจะแดงสดใส สวยงาม แต่ความหวานเหมือนกันทุกๆ ฤดูกาล

 

ฤดูกาลที่ให้ผลผลิตมาก

มะเดื่อฝรั่งพันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่นนั้น จะออกลูกทั้งปี สุกไล่เลี่ยกัน แต่เดือนที่ให้ผลมากก็เดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน และอีกช่วงก็เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน นอกจากนั้น ก็จะทยอยให้ผลผลิต จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยแห่งธรรมชาติเป็นใจด้วย

สภาพดินฟ้าอากาศในปัจจุบันนี้แปรปรวน อาจจะทำให้การออกลูกคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ก็ให้ลูกดกเหมือนเดิมเพียงแต่การดูแลเรื่องของสิ่งแวดล้อม เช่น วัชพืช และการควบคุมการให้น้ำ และใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดินอย่างสม่ำเสมอ ก็จะมีลูกมะเดื่อให้กินตลอดทั้งปี

ปลูกในวงบ่อ

โรคและแมลง

การปลูกมะเดื่อฝรั่งในบ้านเรา การรบกวนจากโรคและแมลงน้อยมาก เนื่องจากกลิ่นเฉพาะตัวของใบมะเดื่อฝรั่ง สามารถไล่แมลงได้ แต่ก็มีหนอนม้วนใบบ้าง แต่ไม่มาก เนื่องจากขาดน้ำ ถ้าระบาดก็ตัดใบทิ้งไป และเพิ่มการให้น้ำ ส่วนใหญ่จะระบาดในช่วงหน้าแล้ง ถ้าหน้าฝนก็ระวังเรื่องราสนิมที่มากับน้ำฝน แก้ด้วยการตัดใบที่เป็นราสนิมทิ้งให้หมด ไม่ต้องกังวลต้นมะเดื่อจะตาย ใบที่งอกใหม่ก็จะปกติ ถ้าเป็นราสนิมอีกก็ตัดทิ้งอีก ส่วนที่ต้องระวังอีกอย่างคือ รากเน่า ถ้าให้น้ำมากเกินไป หรือในหน้าฝนถ้าฝนตกหนักให้รีบระบายน้ำออก ก็จะแก้ปัญหารากเน่าได้  มะเดื่อฝรั่งที่ปลูกในบ้านเราจะไม่มีปัญหาเรื่องแมลงรบกวนผล นอกจากนกและกระรอกเท่านั้น จะเห็นว่ามะเดื่อฝรั่งเป็นพืชที่น่าปลูกชนิดหนึ่งในภาวะปัจจุบัน

ท่านผู้อ่านที่สนใจจะสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อมาที่ อาจารย์วิเชียร บุญเกิด ยินดีจะมอบความรู้ให้ท่านโดยไม่ปิดบัง ที่สวนสุวรรณีปรางทอง เลขที่ 161/2 หมู่ที่ 1 ตำบลอ่างทอง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 62000 โทรศัพท์ 085-244-1699 

หน้าแล้งคลุมด้วยฟางรักษาความชื้น
บทความก่อนหน้านี้ใส่หน้ากากอนามัยจนสิวขึ้น ผื่นเห่อ ทำอย่างไรดี
บทความถัดไปโชว์ กล้วยเล็บมือนางพันธุ์ใหม่